Author:

Translated Versions:

EN ID MY

On this page

On this page

บทนำ

อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้ริเริ่มการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันสำคัญต่างๆ หลังจากที่ระบอบเผด็จการในทั้งสองประเทศสิ้นสุดลงพร้อมกับศตวรรษที่ 20 แต่เมื่อเราลองพิจารณาว่าเสรีภาพสื่อในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในยุคปัจจุบันมีหน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบที่น่าเศร้าคือ คนทำข่าว (newsmaker) ในสองประเทศต้องประสบกับความท้าทายอย่างมากภายใต้ระบอบอำนาจนิยมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของ โจโค วิโดโด ในอินโดนีเซีย (2557 - ปัจจุบัน) และรัฐบาลของ โรดรีโก ดูแตร์เต ในฟิลิปปินส์ (2559 - 2565) ซึ่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนยังส่งต่อมาถึงรัฐบาลของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำคนปัจจุบันด้วย  เราจึงมองว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาประสบการณ์ของการทำงานสื่อมวลชนร่วมสมัยในทั้งสองประเทศ เพื่อเข้าใจภัยคุกคามต่างๆ ต่อเสรีภาพของการแสดงออก (ซึ่งหมายถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย) และเข้าใจว่าคนทำข่าวมีความสามารถกระทำการ1 อย่างไรบ้าง ท่ามกลางประเด็นปัญหาในสามมิติ ได้แก่ (1) รัฐ (2) ความรุนแรง และ (3) ทุน ทั้งนี้ เมื่อเรานำเอามุมมองที่ตระหนักรู้ทางเพศสภาวะมาใช้ เราจะอภิปรายว่าคนทำข่าว อันรวมถึงองค์กรสื่ออิสระและสื่อกระแสรองด้วยนั้น ต่อสู้และปรับตัวอย่างไรต่อความท้าทายในสมัยปัจจุบัน ตามด้วยคำแนะนำของเราเกี่ยวกับมาตรการในการยกระดับเสรีภาพสื่อมวลชนในภูมิภาค

ทำความเข้าใจบริบทของผู้เข้าร่วม

คำว่า “สื่อกระแสรอง” และ “สื่ออิสระ” มีความหมายเดียวกันในบทความนี้ การที่ผู้เข้าร่วมเลือกใช้คำนี้ ได้สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Forde (2011) ที่มองว่าการทำงานกระแสรอง “มิใช่เป็นเพียงปฏิกิริยาต่อกระแสหลักอย่างเดียว แต่ในบางกรณีก็มิได้เดินตามการทำงานหรือคุณค่าทางวารสารศาสตร์กระแสหลักด้วย” สื่อเหล่านี้เหล่านี้รวมถึงสื่อที่มีลักษณะเป็น “ชุมชน, รากหญ้า, สุดโต่ง, ขึ้นตรงกับพลเมือง และอิสระ” (น. 2) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมของเราบางคนมองว่า มีเส้นแบ่งระหว่างพวกเขากับสื่อกระแสหลักชัดเจน ซึ่งสื่อกระแสหลักในทีนี้หมายถึงธุรกิจสื่อเอกชนหรือสื่อที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐ ตามระบบการแบ่งแยกที่เราได้เคยนิยามไว้ก่อนหน้านี้

เราได้ดำเนินการสัมภาษณ์ในรูปแบบกึ่งโครงสร้างกับคนทำข่าว2เพศหญิง 10 คน พร้อมด้วยนักข่าวนอนไบนารี 1 คนจากอินโดนีเซีย (N16) และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเกย์จากฟิลิปปินส์ 1 คน (N18)3 ภูมิหลังของพวกเขามีตั้งแต่สื่อโทรทัศน์ ไปจนถึงงานวารสารศาสตร์เชิงข้อมูล (data journalism) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมคนหนึ่ง (N27) เป็นหญิงชาติพันธ์พื้นเมืองจากเกาะลูซอนทางตอนเหนือ และเป็นหนึ่งในสองผู้เข้าร่วมที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์4 ขณะเดียวกัน เราให้ความสำคัญต่องานขององค์กรภาคประชาชนต่างๆ เช่น Aliansi Jurnalis Independen (พันธมิตรสื่อมวลชนอิสระแห่งอินโดนีเซีย หรือ AJI), Altermidya (เครือข่ายระดับชาติของกลุ่มสื่อกระแสรองในฟิลิปปินส์) และ National Union of Journalists of the Philippines (สหภาพแรงงานสื่อมวลชนแห่งชาติฟิลิปปินส์ หรือ NUJP)5

This post is only available to members.
Author:

Translated Versions:

EN ID MY

On this page

On this page

บทนำ

อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้ริเริ่มการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันสำคัญต่างๆ หลังจากที่ระบอบเผด็จการในทั้งสองประเทศสิ้นสุดลงพร้อมกับศตวรรษที่ 20 แต่เมื่อเราลองพิจารณาว่าเสรีภาพสื่อในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในยุคปัจจุบันมีหน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบที่น่าเศร้าคือ คนทำข่าว (newsmaker) ในสองประเทศต้องประสบกับความท้าทายอย่างมากภายใต้ระบอบอำนาจนิยมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของ โจโค วิโดโด ในอินโดนีเซีย (2557 - ปัจจุบัน) และรัฐบาลของ โรดรีโก ดูแตร์เต ในฟิลิปปินส์ (2559 - 2565) ซึ่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนยังส่งต่อมาถึงรัฐบาลของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำคนปัจจุบันด้วย  เราจึงมองว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาประสบการณ์ของการทำงานสื่อมวลชนร่วมสมัยในทั้งสองประเทศ เพื่อเข้าใจภัยคุกคามต่างๆ ต่อเสรีภาพของการแสดงออก (ซึ่งหมายถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย) และเข้าใจว่าคนทำข่าวมีความสามารถกระทำการ1 อย่างไรบ้าง ท่ามกลางประเด็นปัญหาในสามมิติ ได้แก่ (1) รัฐ (2) ความรุนแรง และ (3) ทุน ทั้งนี้ เมื่อเรานำเอามุมมองที่ตระหนักรู้ทางเพศสภาวะมาใช้ เราจะอภิปรายว่าคนทำข่าว อันรวมถึงองค์กรสื่ออิสระและสื่อกระแสรองด้วยนั้น ต่อสู้และปรับตัวอย่างไรต่อความท้าทายในสมัยปัจจุบัน ตามด้วยคำแนะนำของเราเกี่ยวกับมาตรการในการยกระดับเสรีภาพสื่อมวลชนในภูมิภาค

ทำความเข้าใจบริบทของผู้เข้าร่วม

คำว่า “สื่อกระแสรอง” และ “สื่ออิสระ” มีความหมายเดียวกันในบทความนี้ การที่ผู้เข้าร่วมเลือกใช้คำนี้ ได้สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Forde (2011) ที่มองว่าการทำงานกระแสรอง “มิใช่เป็นเพียงปฏิกิริยาต่อกระแสหลักอย่างเดียว แต่ในบางกรณีก็มิได้เดินตามการทำงานหรือคุณค่าทางวารสารศาสตร์กระแสหลักด้วย” สื่อเหล่านี้เหล่านี้รวมถึงสื่อที่มีลักษณะเป็น “ชุมชน, รากหญ้า, สุดโต่ง, ขึ้นตรงกับพลเมือง และอิสระ” (น. 2) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมของเราบางคนมองว่า มีเส้นแบ่งระหว่างพวกเขากับสื่อกระแสหลักชัดเจน ซึ่งสื่อกระแสหลักในทีนี้หมายถึงธุรกิจสื่อเอกชนหรือสื่อที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐ ตามระบบการแบ่งแยกที่เราได้เคยนิยามไว้ก่อนหน้านี้

เราได้ดำเนินการสัมภาษณ์ในรูปแบบกึ่งโครงสร้างกับคนทำข่าว2เพศหญิง 10 คน พร้อมด้วยนักข่าวนอนไบนารี 1 คนจากอินโดนีเซีย (N16) และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเกย์จากฟิลิปปินส์ 1 คน (N18)3 ภูมิหลังของพวกเขามีตั้งแต่สื่อโทรทัศน์ ไปจนถึงงานวารสารศาสตร์เชิงข้อมูล (data journalism) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมคนหนึ่ง (N27) เป็นหญิงชาติพันธ์พื้นเมืองจากเกาะลูซอนทางตอนเหนือ และเป็นหนึ่งในสองผู้เข้าร่วมที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์4 ขณะเดียวกัน เราให้ความสำคัญต่องานขององค์กรภาคประชาชนต่างๆ เช่น Aliansi Jurnalis Independen (พันธมิตรสื่อมวลชนอิสระแห่งอินโดนีเซีย หรือ AJI), Altermidya (เครือข่ายระดับชาติของกลุ่มสื่อกระแสรองในฟิลิปปินส์) และ National Union of Journalists of the Philippines (สหภาพแรงงานสื่อมวลชนแห่งชาติฟิลิปปินส์ หรือ NUJP)5

This post is only available to members.