มิติทางเพศในเสรีภาพสื่อ : กรอบคิดใหม่ในการทำข่าวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Table of Contents

บทนำ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีการปราบปรามผู้ปฏิบัติงานสื่ออย่างโจ่งแจ้งในวงกว้างอยู่ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะมุ่งความสนใจไปที่การสังหารและการจับกุมมากกว่า1 แต่การมองเช่นนี้ก็ยังถือว่าคับแคบเกินไป เนื่องจากมันมองข้ามความท้าทายในแต่ละวันที่ผู้ปฏิบัติงานสื่อต้องพบเจอ หากไปมัวสนใจแต่กรณีที่ดูเป็นภัยอย่างชัดเจน ดังนั้น สำหรับเราแล้ว เสรีภาพสื่อต้องการวิธีการทำความเข้าใจแบบองค์รวม (holistic approach) เพื่อเข้าใจสิ่งที่ไม่ปรากฎอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เช่น ประสบการณ์ชีวิตของคนทำงาน ปฏิสัมพันธ์ในแต่ละวันของที่ทำงาน จนถึงความไม่มั่นคงทางอาชีพ ทุกอย่างเกิดขึ้นในสภาพการกดขี่และความยากลำบากเชิงเศรษฐกิจดำเนินไปเป็นกิจวัตร ด้วยข้อเสนอของเราใน สร้างโลกที่เราต้องการ (Making the World We Want) ซึ่งเป็นคำประกาศเพื่อเสรีภาพสื่อ เราจึงได้ศึกษาค้นคว้าประเด็นหลัก ว่าด้วย ประสบการณ์ชายขอบและประสบการณ์ในมิติทางเพศ (marginalised and gendered experiences)

ด้วยความเข้าใจที่เราได้มาจากงานชุดชิ้นที่ 4 เพื่อเป้าหมายการสร้างกรอบคิดใหม่สำหรับการทำข่าวในภูมิภาค ผ่านมุมมองมิติทางเพศ งานของเรามีข้อสันนิษฐานอยู่ว่า การขาดเสรีภาพสื่อ (curtailment of media freedom) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของเสรีภาพในการแสดงออก (FoE) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังคุกคามงานของผู้ผลิตข่าว ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือพนักงานฟรีแลนซ์ก็ตาม ทั้งในคนที่ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ บรรดาสื่อใหม่ และงานอื่นๆ วิธีการวิเคราะห์โดยคำนึงถึงมิติทางเพศเป็นการเข้าใจประสบการณ์ของผู้หญิง กักเก็บประสบการณ์ของพวกเขา/เธอ และสเปกตรัมอัตลักษณ์ทางเพศในด้านความหลากหลายต่างๆ ในภูมิภาค ตลอดระยะเวลางานวิจัยของเรา เราได้ถามคำถามสำคัญที่เกิดจากงานชุดเบื้องลึกเสรีภาพสื่อ (Media Freedom Insights) ชิ้นก่อนหน้าว่า “สำหรับคุณแล้ว  เสรีภาพสื่อมันหมายความว่าอย่างไรและมีหน้าตาเป็นอย่างไร?”

เราต้องคอยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการวิจัยเพื่อที่จะตอบคำถามนี้ได้ นอกจากการฟังความคิดเห็นนักวิชาการในภูมิภาคแล้ว เรายังใช้ งานวิจัยในฐานะการเคลื่อนไหว (research as activism) แทนที่จะใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีไปปรับใช้ตรงๆ เราสนใจว่ากระบวนการวิจัยเหล่านี้จะช่วยปลดปล่อยผู้คนได้อย่างไรมากกว่าโดยเฉพาะในแง่มุมของการทำให้เสียงของคนชายขอบถูกได้ยิน — และหากงานนี้มีผลลัพธ์ทางการเมืองตามมาก็จะยิ่งดี ใจความสำคัญส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้อง ตระหนัก ถึงความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบเสียก่อน ซึ่งอาจจะปรากฏในรูปแบบการเลือกปฏิบัติและการกีดกันเชิงโครงสร้าง (Hänel, 2020) หากจะกล่าวสั้นๆ การตระหนักรู้ถึงสิ่งเหล่านี้จำเป็นมากสำหรับการวางพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ด้วยความพยายามที่จะทำเช่นนี้ จริยธรรมทั่วไปของวิธิการวิจัยแบบสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์นั้นจึงมีความเกี่ยวข้องกับงานของเรา เนื่องจากเราเน้นการสร้างความรู้ที่ครอบคลุมความหลากหลายให้มากขึ้น และลำเอียงในระบบน้อยลง (ซึ่งมักลำเอียงชอบชนชั้นนำ) การสร้างความรู้นี้จะต้องตั้งอยู่บนตำแหน่งแห่งที่ (positionality) ของเรา (หรือการที่เราพัวพันกับเครือข่ายสายใยที่แปลงเปลี่ยนไปตลอดเวลาอย่างไร) เพื่อส่งเสริมการอภิปรายท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังทำให้เห็นภาพจากตำแหน่งทางสังคมที่แตกต่างกันออกไป (Sprague, 2016)

สิทธิการวิจัยเกี่ยวข้องกับการได้ความรู้เชิงกลยุทธ์ อันมีความสำคัญมากสำหรับความเป็นพลเมืองแบบประชาธิปไตย (Appadurai, 2013, น. 269) ด้วยการพูดคุยกับผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยของเราจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราหวังว่าเราจะสามารถสร้างความรู้จากฐานรากขึ้นไป ในขณะที่ยังคงเชิญชวนสาธารณชน ให้เข้าร่วมการประเมินคุณภาพงานวิจัยโดยชุมชนผู้ร่วมอาชีพ (community peer review) ภายในเครือข่ายเสรีภาพสื่อ (Media Freedom Network) การวิเคราะห์ของเราจะค่อยๆ เผยแพร่ทุกไตรมาส ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนธันวาคม ปี 2023 หลังจากผู้ประเมินการวิจัยของเราได้ให้ความเห็น เราหวังว่ากระบวนการนี้จะช่วยให้เกิดสายสัมพันธ์และการแบ่งปันทรัพยากรเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งขึ้น นอกเหนือไปจากแค่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

หากจะกล่าวโดยสรุป เราต้องการตอบคำถามกว้างๆ 4 ข้อต่อไปนี้

  • เพศสภาพเป็นสื่อหรือตัวกลางในกระบวนการทำข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร?
  • ประเด็นที่ผุดขึ้นในการสัมภาษณ์ของเราเกิดขึ้นที่อื่นในภูมิภาคเช่นเดียวกัน หรือว่าเกิดขึ้นเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น?
  • มุมมองมิติทางเพศที่หลากหลายคาบเกี่ยวและส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก (FoE) อย่างไร?
  • เราสามารถทำให้สาธารณชน ซึ่งรวมถึงผู้อ่านที่กำลังอ่านอยู่ มาเข้าร่วมกระบวนการนี้และช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

ในงานเขียนของเราต่อไปนี้ เราจะตั้งต้นทำความเข้าใจและเริ่มต้นกระบวนการอันยาวนานเพื่อหาคำตอบ

การทบทวนวรรณกรรม

เราวางแผนที่จะตรวจทานอำนาจทับซ้อนของเพศสภาพและเสรีภาพในการแสดงออกในวงการสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันคงจะช่วยได้มากหากเราจะถอดความคำศัพท์เหล่านี้ว่ามันมีหมายความกับเราอย่างไร ก่อนจะไปขั้นตอนต่อไป

‘เสรีภาพในการแสดงออก’

เรามองเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) จากมุมมองด้านสิทธิ มาเลเซียใช้กฎหมาย นโยบาย และกลยุทธ์เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ถึงแม้ว่าจะมีการป้องกันไม่ให้ทำเช่นนั้นในรัฐธรรมนูญก็ตาม (Rights in Reverse, 2021) ในเมียนมา2 ประชาชนต่างต่อสู้เพื่อรักษาความคุ้มครองทางดิจิตัลไว้ หลังคณะเผด็จการทหารออกร่างกฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Law) (Simpson, 2022) เนื่องจากการใช้สิทธิและหน้าที่ตามประชาธิปไตยนั้นรวมถึงความเข้าใจข้อมูล (Teo, 2019) เราไม่สามารถศึกษาเสรีภาพในการแสดงออกอย่างแยกขาดจากการเข้าถึงข้อมูลได้ Freedom House ได้อธิบายความเชื่อมโยงของทั้งสองสิ่งไว้ดังนี้

เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงประชาธิปไตย ทำให้เราสามารถอภิปรายได้อย่างเปิดเผยและถกเถียงกันได้สะดวก โดยคำนึงถึงความสนใจและมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย การเจรจาและการประนีประนอมที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในนโยบายที่เห็นพ้องต้องกัน

Freedom of Expression, ม.ป.ป.

ประชาธิปไตยจึง ไม่ใช่แค่ การไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง มันเป็นวิธีการมองโลกที่ครอบคลุมความหลากหลาย เป็นโครงสร้างที่วนเวียนอยู่กับ การแบ่งปัน ความตั้งใจ และการถกเถียงกัน ฉะนั้นแล้ว เราจึงเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนทั้งความเท่าเทียมและการตั้งคำถาม (Rafael, 2022) ด้วยเหตุนี้ การที่เราแบ่งความสามารถที่จะให้ความสนใจออกเป็นส่วนๆ จึงเกิดผลกระทบที่ใหญ่หลวงมาก (Williams, 2018) เพราะว่ากระบวนการดิจิตัล (digitization) สามารถ “สั่นคลอนและบั่นทอนเจตจำนงของมนุษย์ทั้งในระดับปัจเจกและระดับส่วนรวม” (เรื่องเดียวกัน, น. 89)

‘สื่อ’

ในงานชิ้นนี้เราจำกัดขอบเขตของคำว่าการทำข่าว ถึงแม้นิยามของคำว่าข่าว ในเชิงเทคนิคแล้วยังไม่ชัดเจนก็ตาม พจนานุกรมเคมบริดจ์ (Cambridge) นิยามว่าข่าวคือ “ข้อมูลหรือรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อไม่นานมานี้”3  แต่อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ข่าวนั้นต้องการ “แนวคิดของข่าวประเภทสื่อที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมทั้งหมด รวมถึงในรูปแบบทางกายภาพด้วย” (Van Dijk, 1988, น. 4) การทำข่าวจึงสามารถถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเล่าเรื่องได้ เนื่องจาก “เหตุการณ์หนึ่งๆ ต้องกลายเป็น ‘เรื่องราว’ ก่อนที่จะกลายเป็น เหตุการณ์ที่สามารถสื่อสารได้” (Hall, 1997, น. 52)4

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเล่าเรื่องจะสร้างชุมชนขึ้นมา คอยเชื่อมต่อผู้เล่าเรื่องและผู้ฟัง ปลดปล่อย สร้างอำนาจในตัวเอง และฟื้นคืนความรู้สึกที่ถูกทำลายไปแล้ว (Yao, 2022) การแลกเปลี่ยนพวกนี้ยังสามารถบ่อนทำลายได้เช่นกัน ดังเช่นตัวอย่างในภาวะสุดขั้วในสื่อของเมียนมา (Simpson, 2022) นอกจากนั้น องค์กรที่ทำข่าวเองยังคงถูกมอง (และถูกสงสัย) ว่าเป็นองค์กรที่มีหลายผลประโยชน์ร่วม ซึ่งหมายความว่าองค์กรจึงไม่มีความเป็นกลางแบบภววิสัย (objective) อย่างแท้จริง (McKenzie, 2004)

ถ้าหาก “สื่อเองก็เป็นสาร (message)” ฉะนั้นแล้ว การศึกษา รูปแบบ สื่อก็มีความสำคัญไม่ต่างกับการศึกษา เนื้อหา (McLuhan, 2003, น. 9, 226–27) ความแตกต่างระหว่างงานของผู้ประกาศข่าวและผู้ปฏิบัติงานสื่อสิ่งพิมพ์ และทำไมพวกเขาถึงถูกกำกับอย่างแตกต่างกัน? (Malaysia Draft Media Council Act, 2020) สื่อใหม่ได้ทลายกำแพงโครงสร้างทางสังคมที่มีอยู่ได้จริงๆ หรือไม่?  (Loh and Chin, 2023) คำถามพวกนี้เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะว่าในทุกวันนี้ มันมีเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่างการทำข่าวตามขนบกระแสหลักและข่าวดิจิตัลอยู่

สำหรับเรา มุมมองที่สำคัญที่สุดคือความเป็นจริงผ่านประสบการณ์ชีวิตและประสบการณ์ผ่านกฎหมายของคนทำงานสื่อ เช่นนักข่าวฟรีแลนซ์อิสระหรือคนที่ทำงานให้องค์กรสื่อหลายองค์กรในมาเลเซียมักไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักข่าวโดยอาชีพ (Malaysia Draft Media Council Act, 2020) เพื่อที่จะศึกษาวงการข่าว เราจึงพูดคุยกับคนทำงานสื่อในการรายงานข่าว สิ่งพิมพ์ หรือแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ อย่างเช่น The Conversation (เพื่อให้เห็นภาพตัวอย่างของกลุ่มที่ไม่ใช่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) แต่เราจะไม่นับเพจโซเชียลมีเดีย บล็อก หรือสื่ออื่นๆ ในลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เราตระหนักว่าในบางกรณีก็เป็นเรื่องแยกที่จะแยกแยะระหว่าง “ข่าว” กับ “คลิกเบต” เพราะสำนักข่าวหลายแห่งในปัจจุบันก็ใช้วิธี “คลิกเบต” เช่นกัน

‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’

ภูมิภาคที่เชื่อกันว่าประกอบด้วยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน อย่างมากที่สุดก็คือคำนิยามภูมิภาคอันคลุมเครือ (Harvey, 2021) แม้ทุกวันนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีทั้งความหลากหลายและความซับซ้อน ก็ยังไม่ได้รับการนำเสนอหรือมีตัวแทนเท่าที่ควร องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters without Borders, ม.ป.ป.) ก็นับรวมภูมิภาคนี้ไว้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่มีลักษณะเด่นเป็น “การควบคุมข้อมูลขั้นสูงสุดโดยกลุ่มผู้มีอำนาจเด็ดขาด [คำตามต้นฉบับ]” ทั้งที่ในความเป็นจริง ภูมิภาคนี้มีความแตกต่างของเสรีภาพสื่ออย่างมหาศาล เช่น ในติมอร์-เลสเตกับเมียนมา

เรามุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจความซับซ้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากขึ้น แต่ภูมิภาคนี้มีหน้าตาอย่างไรกันแน่? หากใช้การนำเสนอในแบบที่มียุโรปเป็นศูนย์กลางตามประวัติศาสตร์ ภูมิภาคนี้ถูกลดทอนให้เหลือแค่เป็นส่วนขยายของ “อารายธรรม” อื่น (เช่น “อินเดียโดยรอบ” (Greater India) หรือ “อินโดจีน”) หรือบางครั้งก็ประดิษฐ์รายละเอียดทั้งหมดเองเอาด้วยซ้ำ (Imagined Geographies, ม.ป.ป.) ขณะที่การเป็นสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ก็ยังไม่ใช่เกณฑ์ที่เพียงพอ เพราะองค์กรนี้ค่อยๆ รับแต่ละชาติเข้าเป็นสมาชิก และยังคงกีดกันติมอร์-เลสเตไม่ให้เข้าร่วมด้วยซ้ำ ตามประวัติศาสตร์แล้ว การเกิดขึ้นขององค์กรนี้มาจากงานวิชาการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจแบบเหมารวมอย่างผิดฝาผิดตัวระหว่างประเทศและวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีจุดเด่นต่างกัน และยังเชื่อมโยงกับความเป้าหมายทางการเมืองในยุคสงครามเย็นของอเมริกาอยู่ด้วย (Anderson, 2016) และต่อให้เป็นในภูมิภาคนี้เอง จินตภาพ (imaginary) อันหลากหลายก็ยังคงมีอยู่ เช่น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล เราก็มีทั้งโลกมาเลย์ มลายู-รายา อินโดนีเซีย-รายา มาฟิลินโด (Maphilindo) และหนานหยาง (Nanyang) (Show, 2020)

ถ้าหากเรามองถึงความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมแบบคร่าวๆ ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คงมีลักษณะโดดเด่นในเรื่องการโยกย้ายและความลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเชิงภาษา ศาสนา การย้ายถิ่นฐาน หรือในแนวคิด (Frydenlund และคณะ, 2022) อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึงความคล้ายคลึงทางการเมือง สิ่งที่มีร่วมกันก็คงหนีไม่พ้นการต่อต้านระบอบเผด็จการของประชาชนที่มีมาอย่างยาวนาน ในบรรดารัฐสมาชิกอาเซียน การผลักให้ชุมชนหนึ่งๆ เป็นชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจากทางเชื้อชาติ ความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ และอื่นๆ นั้นผูกโยงอยู่กับการที่ “การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนไม่เคยเป็นพื้นฐานที่มีร่วมกันในการพัฒนาทางเศรษฐกิจเลย” (Al Khanif และ Khoo, 2022, น. 2) บางระบอบการปกครอง เช่นในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ก็อาจจะพูดได้ว่ามีลักษณะถือครองอำนาจนำในตัวเอง (hegemonic)5 และมีจุดเด่นในด้านต่างๆ ต่อไปนี้:

[…] กลุ่มของความสัมพันธ์ที่กระจัดกระจายทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว ที่ซึ่งอำนาจไม่เคยได้รวมอยู่ที่คนคนเดียวหรือกลุ่มกลุ่มเดียว […] โดยปราศจากความรับผิดต่อสาธารณะทั้งในทางกฎหมายหรือทางศีลธรรม

Heryanto และ Mandal, 2003, น. 14

แนวโน้มที่จะโอนเอียงไปทางแนวคิดอำนาจนิยมนั้นไม่ใช่ลักษณะทางวัฒนธรรมที่มีมาอยู่แล้วแต่เดิมในภูมิภาคนี้ แต่เป็นผลมาจากกระบวนการอันเชื่อมโยงกันของการรื้อถอนความคิดจากยุคอาณานิคม (decolonization) และสงครามเย็น (Watson, 2021) ซึ่งส่งต่อให้เห็นว่า “เผด็จการ” และ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้แยกขาดออกจากกัน และไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกันเสมอไป (Heryanto และ Mandal, 2003) ฉะนั้นแล้ว เราจึงตั้งมั่นที่จะรื้อถอนความคิดจากยุคอาณานิคม6  ด้วยการตระหนักถึงความซับซ้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหลีกเลี่ยงการลดทอนทวีปนี้ให้เป็นแค่ภาพจำหยาบๆ เท่านั้น

‘เพศสภาพ’

รู้จักหลักการเบื้องต้นฉบับย่อ (ร่วมกับ เธท ไว (Thet Wai) และ บอนนี่ รัมบูตัน (Bonni Rambatan)

ความแตกต่างในปัจจุบันระหว่างเพศสรีระ (Sex) และเพศสภาพ (Gender) ในฐานะที่เข้าใจตามลำดับ ผ่านประสาทสัมผัสทางชีววิทยาและการรับรู้ทางสังคม ดูเหมือนว่าจะก้าวตามรอยความแตกต่างที่นำมาจากบทความวิชาการจิตวิทยาในวารสารปี 1945 (Cameron, 2016) แต่กระนั้น จนถึงปัจจุบัน ทั้งสองข้อยังคงเต็มไปด้วยปัญหาในเชิงแนวคิด และมักเป็นข้ออ้างที่ลดทอนและไม่ตรงกับความเป็นจริง (Lockhart, 2022) นอกจากนั้น วิทยาศาสตร์โดยทั่วไปไม่สามารถแยกออกจากมุมมองด้านสังคมหรือโลกได้ เพราะ “วิทยาศาสตร์เองก็พัฒนาขึ้นมาจากสัมพัทธนิยม (ผู้แปล: หมายถึงแนวคิด relativism อันเป็นความสนใจในความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่น) ความสัมพันธ์ และสภาพสัมพัทธ์โดยเสมอมา” (Latour, 1999, น. 17) และแม้แต่ในงานวิทยาศาสตร์ที่ดูเหมือนว่าเป็นงานที่ตั้งอยู่บนหลักฐานประจักษ์ ภาพจำของบทบาททางเพศก็ยังมีอิทธิพลต่อวาทกรรมวิทยาศาสตร์ ในหัวข้อการสืบสัมพันธ์ทางเพศอย่างมาก (Martin, 1991)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่างเพศสรีระและเพศสภาพนั้น ก็เหมือนกับความแตกต่างทางสังคมและทางชีววิทยา ทั้งสองต่างก็คาบเกี่ยวและโยงใยกันอยู่ แม้แต่นิยามของคำว่าเพศสภาพหรือ “เจนเดอร์” (gender) ในปัจจุบันจากองค์การ UN Women ก็ขาดความยืดหยุ่นในมิตินี้

[…] โอกาสและลักษณะทางสังคมที่เชื่อมโยงกับความเป็นเพศชายหรือหญิง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายและเด็กหญิงและเด็กชาย รวมถึงความสัมพันธ์ของผู้หญิงด้วยกันและผู้ชายด้วยกัน

UN Women, ม.ป.ป.

นิยามนี้ตั้งอยู่บนฐานของสมมติฐานการเป็นสองขั้ว (ทวิลักษณ์ หรือ binary) ระหว่าง “ชาย/เด็กชาย” และ “หญิง/เด็กหญิง” นอกจากนี้ แม้ว่าเราควรตระหนักว่าบทบาททางเพศเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม การเข้าใจถึงแก่นที่แท้จริงยิ่งกว่าคือการมองว่า เพศสภาพเป็นการแสดง (performance) กล่าวคือ ไม่มีอัตลักษณ์ทางเพศใดที่เกิดขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง Judith Butler เห็นว่ากระบวนการการแสดงและการกระทำตามเพศนั้นมีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นองค์ประกอบตามมา (Butler, 1997) อัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้ถูกกำหนดผ่านชีววิทยาและไม่ได้ถูกกำหนดไว้โดยการรักษาบรรทัดฐานรักต่างเพศ (เรื่องเดียวกัน) ด้วยการกล่าวเช่นนี้ Butler ได้ต่อยอดงานของนักทฤษฎีเฟมินิสต์สายสุดโต่งยิ่งกว่า ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มนิยามเพศสภาพในรูปแบบที่เข้าใจความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เพศสภาพในความสัมพันธ์กับเพศวิถี

[…] ความไม่เท่าเทียมทางเพศนั้นปรากฏในรูปแบบของเพศสภาพ เคลื่อนตัวไปตามความสัมพันธ์ของผู้คน และใช้รูปแบบของ เพศวิถี เพศสภาพปรากฏในรูปแบบที่ชัดขึ้นจากกระบวนการทำให้เป็นเพศ ซึ่งเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง

MacKinnon, 1987, น. 6–7, สำคัญมาก

ด้วยจุดประสงค์ของเรา การมองว่าเพศวิถีคือรสนิยมทางเพศ (orientation) ของคนคนหนึ่งจึงเป็นประโยชน์มาก เราจะเห็นได้ว่ามีความลื่นไหลทางเพศสภาพและเพศวิถีที่เห็นได้ชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะในบริบทประวัติศาสตร์หรือในบริบทปัจจุบันก็ตาม (ลองดูตัวอย่าง Bong, 2011, น. 40–41) ความเป็นเควียร์ (queer) – ซึ่งในที่นี้ใช้ในฐานะคำที่ครอบคลุมและลื่นไหลกว่า แทนที่จะเลือกกำหนดอัตลักษณ์ที่แปรเปลี่ยนไปตลอดและบางครั้งยังแบ่งแยกผู้คน (เช่น เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์ อินเตอร์เซ็กส์ อเซ็กส์ชวล/อโรแมนติก) – คำนี้ว่าเควียร์นี้มักถูกจำกัดกรอบและช่วงชิงความหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก อีกทั้งยังถูกจัดวางว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในภารกิจล่าอาณานิคมและการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน (Lim, 2013)

ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการต่างๆ ที่ดูเหมือนก้าวหน้า – เช่น การยกเลิกมาตรา 377ก ในสิงคโปร์ที่มองการรักคนเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรม – การพูดคุยเรื่องความเป็นเควียร์ในบริบทภูมิภาคยังคงถูกลดทอนว่าเป็นแค่เรื่อง “วาระทางการเมืองของตะวันตกที่มีต่อกลุ่มคนเพศส่วนน้อยในลักษณะเดิมๆ [กล่าวคือ เป็นการคงไว้ซึ่งอำนาจนำ]  จากการกดขี่ไปสู่การปลดแอก จากการที่ไม่มีใครมองเห็น ไปสู่อัตลักษณ์ทางเพศที่ได้รับการนิยามและมีความเป็นสมัยใหม่” ด้วยการช่วงชิงเอาศัพท์ที่มีอยู่แล้วมาใช้ในกระบวนการดังกล่าว (เช่น กะเทย และ บักละ) (น. 98) อย่างไรก็ดี การใช้กรอบคิดทฤษฎีแบบสมัยปัจจุบันเพื่อแปะป้ายและวิเคราะห์เพศสภาพที่มีอยู่แต่เดิมเป็นวิธีที่มีช่องโหว่ เนื่องจากกรอบคิดร่วมสมัยนั้นมักจะใช้มองอย่างผิดยุคผิดสมัย และมักไม่ทำความเข้าใจอย่างเข้าถึงและรับรู้ความเป็นพื้นถิ่นและจิตวิญญาณ

เมื่อมองวงการร่วมสมัยและหลายวาทกรรมว่าด้วยเพศสภาพ ทั้งความเท่าเทียมทางเพศ การผลักดันเรื่องเพศให้เป็นกระแสหลัก (gender mainstreaming) และการครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ นั้นได้ก่อตัวขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว อย่างไรก็ดี เรายังจำเป็นที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าที่จะสรรเสริญสิ่งนี้ เพราะแม้จะมีข้อดีอยู่ การใช้วิธีทำความเข้าใจแบบคำนึงถึงความสัมพันธ์ทางเพศยังคง

[…] กดทับความคล้ายคลึงตามธรรมชาติระหว่างแต่ละเพศและเน้นย้ำความแตกต่างในเวลาเดียวกัน […] จนกลายเป็นหมวดหมู่ของผู้หญิงผู้ชายที่ไม่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน ตั้งอยู่บนฐานของลักษณะนิสัยที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงของความเป็นชายและความเป็นหญิง […]

Kabeer, 1994, น. 56

ฉะนั้นแล้ว การอภิปรายพูดคุยโดยคำนึงถึงมิติทางเพศจึงถือเป็นเรื่องการเมืองโดยจำเป็น – ในโครงการวิจัยคู่ขนานของเราเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกับประชาธิปไตยในภูมิภาค เราจะพูดคุยเรื่องเฟมินิสม์เพิ่มเติมในรายละเอียดมากขึ้น หากเข้าใจความหมายโดยนัยในประเด็นเรื่องเพศสภาพในภูมิภาคนี้ มันก็สามารถช่วยเราแกะวาทกรรมประชาธิปไตยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับสิทธิทางเพศ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ของการล่าอาณานิคมในภูมิภาคพวกเราได้บดบังความเชื่อมโยงตรงนี้ไป

อย่างประวัติศาสตร์เมียนมานั้นถูกมองผ่านมุมมองที่มีความเป็นกลางทางเพศเสมอมา (Than, 2021) มีแค่งานวิจัยหนึ่งชิ้นเท่านั้นที่วิเคราะห์วาทกรรมลัทธิการล่าอาณานิคม ความเป็นสมัยใหม่ และชาตินิยมในพม่ายุคอาณานิคมตอนปลายในบริบททางเพศ (Ikeya, 2006) และที่สำคัญ บทสนทนาเรื่องนี้ยังคงโยงใยอยู่กับแนวคิดเฟมินิสต์ โดยเฉพาะคำถามที่ตั้งขึ้นในประเด็นความไร้ตัวตนของผู้หญิง ทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว (เรื่องเดียวกัน; Feminism in Asia, FES) ดังที่ปรากฏในการต่อสู้ของพวกเธอเพื่อให้ได้มีส่วนร่วมในการเมืองที่จะตัดสินใจ ได้รับการศึกษา และมีตัวแทนทางการเมือง เราตระหนักดีว่าอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมมักใช้ประโยชน์จากขบวนการเฟมินิสต์ ฉะนั้นแล้วงานวิจัยของเราจึงได้ศึกษาวิธีการวิเคราะห์แบบเฟมินิสต์แบบรื้อถอนความคิดจากยุคอาณานิคมไว้ด้วย

[…] เฟมินิสม์ให้การวิเคราะห์จากหลายมุมมองของการกดขี่ และปฏิเสธที่จะแบ่งแยกเชื้อชาติ เพศวิถี และชนชั้นออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ อันไม่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน

Vergès, 2021, น. 43)7

ประเด็นที่เราสนใจ

ในบริบทของงานข่าว ซึ่งในตัวเองก็เป็นทั้งผลผลิตและกระบวนการ มักไม่ค่อยมองเพศสภาพว่าเป็นใจกลางของงาน (Skidmore, 1998) เพศสภาพควรถูกมองในฐานะตัวแปรและเป็นใจกลางของแนวคิดที่ได้รับความน่าเชื่อถือแล้วของ “ความเป็นมืออาชีพ” (อันนิยามโดยความเป็นชาย) (de Bruin, 2000) ในขณะที่งานวิจัยที่สำคัญๆ ในเรื่องความทับซ้อนของการทำข่าว (โดยเฉพาะในวารสารศาสตร์) และเพศสภาพ สนใจประเด็นการมีส่วนรวมและการมีตัวแทนของเพศหญิงอย่างท้วมท้น ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งระหว่างสองขั้วชาย-หญิงมากขึ้น ฉะนั้นแล้วจึงเป็นการมองข้ามการแสดงและความลื่นไหลของเพศสภาพ

จากการสนทนาภายในองค์กรของเรา เราสนใจประสบการณ์ของปัจเจกในแต่ละเพศสภาพและเพศวิถีที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ ฉะนั้นแล้ว ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่การเข้าใจประสบการณ์การทำงานของผู้หญิง แต่ยังเป็นของผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ เท่าที่เป็นไปได้ อย่างเช่น เราอาจจะถามนักข่าวเควียร์เรื่องการมีส่วนร่วมในสื่อหรือถามนักข่าวหญิงเกี่ยวกับความท้าทายบางอย่างที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าหากเราหาพวกเขาหรือเธอเจอ

ประเด็นย่อย

จากการทบทวนวรรณกรรมขั้นต้น บทสนทนากับผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้ และจากการสะท้อนคิดกันภายในองค์กร เราได้ออกแบบโครงสร้างย่อย 5 ประเด็นที่จะมีผลต่อบทสัมภาษณ์ของเรา บางประเด็นอาจจะเป็นประเด็นกว้างๆ ในขณะที่ประเด็นอื่นอาจจะแคบลงมา แต่เราจะถามคำถามเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นย่อยแต่ละประเด็นนั้น อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้อาจนำไปสู่ประเด็นแยกย่อยอื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นตามมา และทำให้เราสามารถเข้าใจภูมิภาคนี้ได้มากขึ้น

ประเด็นที่ 1: ปัจจัยในระบบและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

ปัจจัยเชิงระบบและโครงสร้าง มีความสัมพันธ์ทับซ้อนและสร้างอยู่กับมุมมองด้านวัฒนธรรม และทำให้มุมมองทางวัฒนธรรมต่อเพศสภาพ บทบาททางเพศ และวาทกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นบรรทัดฐาน (norm) อย่างไรบ้าง? (ไม่ว่าจะผ่านทางสถาบันต่างๆ การปราบปรามทางการเมือง อุดมการณ์ และระบบเศรษฐกิจ) วิทยาศาสตร์(ปลอม)ได้ส่งเสริมประเด็นเหล่านี้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และยังซ้อนทับสิ่งประกอบสร้างอื่นๆ เช่น เชื้อชาติ อย่างไรบ้าง? (Gilbert, 2021) เราสามารถตั้งคำถามได้ไหมว่า ผู้ปฏิบัติงานสื่อ (แม้ว่าจะเป็นสื่อของรัฐก็ตาม) ก็มีส่วนในการต่อต้านเล็กๆ เช่นเดียวกับแนวคิด “อาวุธของผู้อ่อนแอ” หรือ “รูปแบบการต่อต้านร่วม” ได้เช่นกัน? (Scott, 1985, น. xvi)

ทุนและเสรีนิยมใหม่นั้นเป็นขอบเขตการวิเคราะห์ที่สำคัญ งานวิจัยเกี่ยวกับวารศาสตร์ในเชิงมิติทางเพศและเชิงสตรีนิยม (เฟมินิสต์) ให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความเป็นเจ้าของสื่อมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการรวมอำนาจ กลุ่มก้อนบริษัท และการรวมเป็นส่วนหนึ่งกับบริบทท้องถิ่น บริบทระดับชาติ และบริบทระดับโลก (ดูตัวอย่างได้ที่ Carter และคณะ, 1998) การอภิปรายประเด็นนี้ยังมีมุมมองมิติทางเพศอยู่ เพราะผู้ชายยังเป็นเจ้าของสำนักข่าวเสียส่วนใหญ่ และข่าวเองก็ได้ตอบสนองผลประโยชน์ของพวกเขามามากกว่าหลายสิบปี พร้อมกับกีดกันผลประโยชน์และเสียงของผู้หญิง (Byerly, 2013b)

ต่อมา นักเคลื่อนไหวประเด็นสื่อเชิงเฟมินิสต์ได้บุกเบิกการศึกษาประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของ การจัดการ และการมีตัวแทนทางเพศ พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงงานที่มีบทบาทด้านการรายงานและบรรณาธิการมากขึ้น อย่างไรก็ดี วาทกรรม “สิทธิสตรี” ที่ซ่อนเร้นแนวคิดเสรีนิยมใหม่เช่นนี้  ได้ละทิ้ง “เจตนารมณ์ปฏิวัติ” เพื่อแลกกับ “การเข้าถึงอภิสิทธิ์ที่ผู้ชายคนขาวได้รับจากแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่ได้อย่างเท่าเทียมกัน” (Vergès, 2021, น. 34)

ความจริงแล้ว พัฒนาการของความสัมพันธ์ของผู้หญิงในวารสารศาสตร์ในบริบทของแนวคิดเฟมินิสม์ระดับโลก ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ดำรงอยู่คู่กับนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ จึงก่อให้เกิดยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีมิติทางเพศอย่างลึกซึ้งและได้จัดระเบียบอุตสาหกรรมสื่อเสียใหม่ (Byerly, 2013a) เฟมินิสม์ได้ถูกแนวคิดเสรีนิยมใหม่ช่วงชิงไป โดย “มองหาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยทำงานผ่านอำนาจของตัวเองในปัจเจกชน” และ “เปลี่ยนแนวคิดให้ทุกคนกลายเป็นนายทุนที่กำลังแข่งขันกับนายทุนคนอื่น” (Rafael, 2022, น. 27–28)

คุณค่าแบบเสรีนิยมใหม่โดยธรรมชาติแล้วไม่ได้เป็นแค่เรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองด้วย (Saraswati, 2021) เพราะสามารถทำให้การมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยอ่อนแอลง ลดทอนให้เหลือแค่เพียงการเลือกตั้งที่มีอยู่ไปเรื่อยๆ เท่านั้น (Heryanto and Mandal, 2003)8 สภาพการณ์พวกนี้เข้ากันได้ดีกับการครอบงำทางการเมืองอย่างยิ่งและยังเชื่อมโยงกับพลวัตยุคสงครามเย็นอย่างลึกซึ้ง (Watson, 2021) เมื่อมองบริบทนี้แล้ว การใช้มุมมองเฟมินิสต์สายตะวันตกที่มองว่าคุณค่าเดียวกันสามารถใช้ได้กับทุกอารยธรรมนั้นยังไม่เพียงพอ

การทรยศของแนวคิดเฟมินิสม์แบบตะวันตกนั้นเป็นตัวขัดขวางตัวมันเอง เช่นเดียวกับความปรารถนาอันไร้หัวใจของมันที่จะรวมตัวเข้าตัวเข้ากับโลกทุนนิยมและเป็นส่วนหนึ่งของโลกผู้ชายนักล่า และความคลั่งไคล้ที่มีต่อเพศวิถีของผู้ชายในแต่ละเชื้อชาติ หรือการทำให้ผู้หญิงในแต่ละเชื้อชาติเป็นเหยื่อ

Vergès, 2021, น. 27

เมื่อหันกลับมามองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การทำความเข้าใจกับ “อำนาจ” เป็นเรื่องซับซ้อน งานวิจัยของ Sonia Randhawa (2022) ศึกษาสำนักข่าวที่ใช้ภาษามาเลเซียในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 และทำให้เราเข้าใจประเด็นการครองอำนาจนำ (Hegemony) ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของระบอบอำนาจนิยมและเสรีนิยมใหม่แบบมาเลเซีย อำนาจของรัฐไม่ได้อยู่ในรูปแบบบนลงล่างเสียหมด แต่ได้รับความชอบธรรมมาจากสถาบันต่างๆ ด้วย เช่น สำนักข่าว แม้แต่การควบคุมและปิดกั้นสื่อก็ดำเนินไปอย่างย้อนแย้ง ผู้หญิงที่ทำงานในเนื้อหาการเมืองพบเจอการเซนเซอร์น้อยกว่าคนที่อยู่ในชายขอบเสียอีก เพราะพวกเธอถูกคาดหวังว่าจะรู้ว่าต้องเขียนอย่างไรตั้งแต่แรก (Randhawa, บทสนทนาส่วนตัว)

ในกรณีอื่นๆ การควบคุมและเซนเซอร์ตัวเอง (ในความหมายของ Judith Butler) ไม่ได้เกิดขึ้นจากความกลัวรัฐ แต่เกิดจากความไม่แน่นอนในปฏิกิริยาและตัวตนของผู้ติดตามข่าว – อย่างเช่น การผลิตโทรทัศน์ของสิงคโปร์ (Fong, 2022) และในกรณีฟิลิปปินส์ หลายสำนักพิมพ์ได้พยายามหาสมดุลระหว่างการเคารพเชื่อฟังรัฐและการใช้เสรีภาพสื่อ แต่ภายใต้ระบอบของมาร์กอสผู้พ่อ นักเขียนหญิงที่ออกจาก “พื้นที่ปลอดภัย” (ศิลปะ งานวิจารณ์หนังสือ แฟชั่น และอื่นๆ) เพื่อข้ามมาเล่นประเด็นการเมือง พวกเธอก็จะถูกเพ่งเล็งและถูกปลดออกจากตำแหน่งของตัวเองอยู่ดี (Briscoe, 2019)

ประเด็นที่ 2 ชีวิตการทำงาน

ระบบและโครงสร้างต่างๆ มีผลต่อประสบการณ์ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานสื่อในที่ทำงานโดยตรง ผู้คนภายในองค์กรรักษาสถานะการปฏิบัติในสังคมบางอย่าง ทั้งตามขนบและกฎแบบ(ไม่)ทางการเอาไว้ งานในประเด็นนี้มุ่งเป้าไปที่ประสบการณ์ของ ผู้หญิง (แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็คาดเดาไว้ว่าเป็นผู้หญิงที่ทำตัวตามขนบรักต่างเพศ) เพราะฉะนั้นแล้วจึงยังไม่มีงานศึกษาวิจัยประสบการณ์ในมิติทางเพศที่กว้างกว่านั้นเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ความหวังในปัจจุบันต่อประเด็นนี้ยังคงน่าท้อใจ โดยเฉพาะเมื่อการเข้าถึงงานยังถูกจำกัดด้วยกฎหมาย

ในมาเลเซีย บุคคลที่เป็นทรานส์จำนวนมากถูกปฏิเสธจากงานด้วยเหตุผลเรื่องเพศสภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกันกับการที่พวกเขาหรือพวกเธอไม่ได้รับการยอมรับในทางกฎหมาย (I don’t want to change myself, 2022) ประเด็นพิจารณาที่สำคัญสำหรับการมองหาและรับสมัครผู้เข้าร่วมงานวิจัยของเราคือ การที่สังคมมองไม่เห็นคนเหล่านี้ (ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อกฎหมายประเด็นนี้โดยเฉพาะก็ตาม) – เช่น นักข่าวนอนไบนารีเองอาจจะมีสภาพ “ล่องหน” หากองค์กรของพวกเขาไม่ได้รับรู้เรื่องสเปกตรัมและความซับซ้อนของเพศสภาพ

จากความรู้ความเข้าใจของเรางานชุดที่ 1 และงานชุดที่ 2 เราพบหลายกรณีที่เป็นภัย ได้แก่ การคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นทางวาจาหรือในทางอื่นก็ตาม การขาดกลไกรับมือเรื่องความรุนแรงทางเพศ การกีดกันทางอายุ การโจมตีหลายรูปแบบ การจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เท่าเทียม โอกาสเลื่อนตำแหน่งที่แตกต่างกัน และการจำกัดหรือการกีดกันประเด็นข่าวบางอย่าง ข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับการที่ผู้หญิงยังคงถูกจำกัดโดยประเด็นข่าวตามภาพจำบางประการ และต้องพบเจอความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน ได้ค่าแรงที่ต่ำกว่า และการถูกกีดกันในมิติทางเพศระดับโลก (Inside the News, 2015) ดังนั้น เราต้องเข้าใจการคุกคามเหล่านี้ในเชิงแนวคิด และผู้รอดพ้นจากการคุกคามนี้ควรได้รับการยอมรับให้พูดถึงประสบการณ์ของตนเอง (Hänel, 2020)

ผลกระทบเหล่านี้อาจจะเกี่ยวโยงกับการที่วารสารศาสตร์ – ซึ่งอาจจะรวมถึงการทำข่าวโดยทั่วไปด้วยเช่นกัน – มักถูกเข้าใจเชิงความคิดในรูปแบบของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (power relations) (de Bruin, 2000) วัฒนธรรมสำนักข่าวรายวันยังคงถูกนิยามโดยเพศชายเสียส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนผู้หญิงที่ทำงานในด้านวารสารศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมากก็ตาม ผู้ชายชนชั้นกลางยังคงถือครองตำแหน่งที่มีอำนาจต่อไป (Carter และคณะ, 1998) การ “ทำให้เป็นผู้หญิง” ของสื่อนี้ไม่ได้เป็นการปลดแอก เพราะว่าปรากฎการณ์ดังกล่าวมักมาพร้อมกับ “สถานะที่ต่ำกว่า เงินเดือนที่ต่ำกว่า และสภาพการทำงานที่เสี่ยงภัย” (Djerf-Pierre, 2020, น. 153)

การที่ผู้หญิงถูกผลักให้เป็นชายขอบในการจ้างงานสื่อไม่ได้แค่น่ากังวล เมื่อมองจากแง่มุมของความไม่เท่าเทียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังน่ากังวลเพราะการทำเช่นนั้นสนับสนุนการคุกคามและการกีดกันทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลกับความภาคภูมิใจต่อตัวเองในฐานะลูกจ้างด้วย (Skidmore, 1998) งานวิจัยในฮ่องกงชิ้นหนึ่งพบว่า สำหรับนักข่าวหญิง ความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างในวารสารศาสตร์และความตึงเครียดในการแบ่งแยกระหว่างงานและครอบครัวมีอยู่จริง ซึ่งความหลากหลายของประสบการณ์ชีวิตขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง (เช่น หัวหน้างาน ชนชั้น อายุ และการแข่งขันในที่ทำงาน) (Tsui and Lee, 2011)

ในขณะที่ประเด็นการทำข่าวระหว่างนักข่าวหญิงและนักข่าวชายแตกต่างกัน ความแตกต่างทางเพศอันชัดเจนนี้กลับหายไปเมื่อเป็นบรรณาธิการหญิง พวกเธอมีแนวโน้มที่จะรับคุณค่าแบบ “กระแสหลักแบบเพศชาย” (malestream) มาใช้ บวกกับข้อสังเกตที่เห็นว่า “ผู้หญิงมักจะรู้สึกอึดอัดใจที่จะรับรู้หรือยอมรับว่าถูกกีดกัน” ถึงแม้ว่าจะเป็นในที่ที่มีการกีดกันจริงๆ ก็ตาม (Randhawa, 2022, น. 45) การมีผู้หญิงอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจในการทำข่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบัน ดังที่จะเห็นได้ว่าพวกเธอมีผลต่อการดำเนินงานของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทั่วไปไม่มากนัก (Shor และคณะ, 2015) อย่างไรก็ดี เราจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้เพศสภาพในฐานะหมวดหมู่ที่จำแนกตามทฤษฎี เพื่อหลีกเลี่ยงการลดทอนบทบาททางเพศในสำนักข่าว (Skidmore, 1998)

ประเด็นที่ 3 การมีตัวแทน

การถูกนำเสนอหรือการมีตัวแทน (representation) นั้นมีความหมายสองอย่างสำหรับเรา ความหมายที่หนึ่งคือ คนคนหนึ่งสามารถมีตัวแทนในทางการเมืองหรือในองค์กรได้ ความหมายที่สองคือ คนคนหนึ่งสามารถมีตัวแทนใน “ตัวบท” (text) ได้

ในความหมายแรก การมีตัวแทนนี้ถือเป็นปัญหาต่อผู้หญิงทั้งสองด้าน ทั้งการมีตัวแทนเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพนั้นสำคัญต่อการรับมือกับ “วิธีที่ [ผู้หญิง] ถูกนำเสนอแบบเป็นผู้ยินยอม นำเสนอในเชิงดูถูก หรือด้อยคุณค่าของผู้หญิงและมักกลายเป็นภาพจำไป(Shor และคณะ, 2015, น. 978) ในขณะที่บางส่วนของเนื้อหา เช่น “คอลัมน์เรื่องผู้หญิง” (women’s page) ก็ทำหน้าที่ตามประการแรก แค่สร้างผู้หญิงในอุดมคติ และคอลัมน์พวกนี้ยังทำให้สเปกตรัมของอัตลักษณ์ที่ถูกนำเสนอแคบลงไป ซึ่งรวมถึงอัตลักษณ์เควียร์เองด้วย (Randhawa, บทสนทนาส่วนตัว) ในขณะเดียวกัน บรรณาธิการหญิงที่ทำงานในคอลัมน์กระแสหลักแบบเพศชายอาจจะมีพื้นที่ให้ผู้หญิงมากกว่า แต่การทำงานเช่นนี้อาจไม่ได้มาจากการตระหนักได้ว่าต้องเพิ่มการมีตัวแทนหรือมาจากมุมมองเฟมินิสต์เสมอไป แต่อาจจะเป็นเพราะ พวกเธอมองเห็นการมีอยู่ของผู้หญิงหรือประเด็นของผู้หญิงอยู่แล้วนั่นเอง (เรื่องเดียวกัน)

ในความหมายที่สอง เราควรจะคำนึงถึงผลผลิตของสื่อ (ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานโทรทัศน์ หรืองานถ่ายทอดสด/ไลฟ์สตรีม) ว่าเป็นตัวบททางวัฒนธรรม เพราะเรามีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอยู่เสมอ ตัวบทนั้นจึงไม่ได้ดำรงอยู่ในภาวะสุญญากาศ แต่มีอำนาจบางอย่างที่ทำให้วาทกรรมในชีวิตประจำวันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา (Said, 1975) ในการทำข่าว คำกล่าวที่บอกว่าให้ “เขียนเพื่อผู้อ่าน” แสดงให้เห็นถึงสมมติฐานหลายอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ เช่น ผู้อ่านโดยทั่วไปนั้นถูกจินตนาการขึ้นมา ถูกประกอบสร้าง ถูกแบ่งส่วน ดังที่จะเห็นได้จากความแตกต่างระหว่างผู้นำ “กระแสหลักแบบเพศชาย” และคอลัมน์ศาสนา กับ “คอลัมน์เรื่องของผู้หญิง” ในสื่อภาษามาเลเซีย (Randhawa, 2022) ซึ่งหมายว่าเราต้องมีการมีตัวแทนในสื่อในรูปแบบที่แตกต่างออกไปด้วยเช่นกัน

ความหมายโดยนัยของการมีตัวแทน (re-presentation) ของเจ้าของเรื่อง (subject) โดยเฉพาะคนที่มีเพศสภาพที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบนั้นสำคัญอย่างยิ่ง9 สิ่งนี้อาจเปลี่ยนการแสดงออกของคนคนหนึ่ง จากการถูกบีบบังคับภายนอกสู่การถูกบีบบังคับภายในตัวเอง ฉะนั้นแล้ว แทนที่จะเป็นผู้ถูกกระทำจากวาทกรรมขององค์กรและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เจ้าของเรื่องกลับกลายเป็นว่าต้องตรวจตราตัวเองตามบรรทัดฐานที่ถูกประกอบสร้างมาเหล่านี้ (Gauntlett, 2008, p. 126)

ถึงแม้ว่าจะมีการรับรู้อิทธิพลเหล่านี้ที่เพิ่มขึ้น รายงานของ Inside the News (2015) ยังคงให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการมีตัวแทนในสื่อ “ในเอเชียใต้ ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะถูกนำเสนอในฐานะ ‘เหยื่อ’ ในสื่อ ในขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในแปซิฟิก พวกเธอถูกนำเสนอในฐานะ ‘สมาชิกครอบครัว’ (น. 11)” และแม้แต่การที่มีผู้ปฏิบัติงานข่าวหญิงในสื่อฟิลิปปินส์แล้วก็ตาม มันก็ยังทำให้เกิดการมองพวกเธอเป็นวัตถุ (objectification) “เป็นฮีโร่หญิง ผู้ยอมเสียสละอย่างน่าเศร้าเพื่อการต่อสู้” ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การที่ผู้ปฏิบัติงานบางคนต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แล้วต้องแลกกับการเปลี่ยนแปลงในระบบและในโครงสร้าง (Magsanoc, 2019, น. 344–45) ซึ่งนี่อาจสอดคล้องกับภาพจำทั่วไปที่มองนักข่าวว่าเป็นนักเคลื่อนไหวและนักอุดมคติ ถึงแม้ว่านิยายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พื้นที่อื่นจะเห็นว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา เช่น ในเรื่อง Once We Were There (2017)  ของ Bernice Chauly

ประเด็นที่ 4 การศึกษาและการอบรมทางวารสารศาสตร์

ตามประวัติศาสตร์แล้ว การอบรมฝึกฝนนักข่าวนั้นมีความไม่เท่าเทียมอยู่ นักข่าวหญิงชาวตะวันตกในช่วงต้นและช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มักไม่ค่อยได้รับการฝึกฝน เนื่องจากผู้ว่าจ้างพวกเธอมองว่าเป็นเรื่องอันเปล่าประโยชน์ – พวกเธอมักถูกกล่าวหาว่า มองงานนักข่าวเป็นแค่โอกาสที่จะได้เห็นชีวิตภายนอก หรือไม่ก็จะลาออกเพื่อไปอยู่กับครอบครัวในที่สุดอยู่ดี (Steiner, 1998) ส่วนในภูมิภาคนี้ นักข่าวชายส่วนใหญ่ในสื่อภาษามาเลย์ทำงานไปด้วยและเรียนรู้วิธีการทำงานไปด้วย (Randhawa, บทสนทนาส่วนตัว) ส่วนการอบรมเชิงวิชาการในอาชีพนั้นมักตามมาในภายหลัง

ในหลักสูตรวารสารศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Sains Malaysia “ประเทศตะวันตกหรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ” มักถูก “อ้างอิงในฐานะแหล่งที่มาของความเชี่ยวชาญในด้านจริยธรรม” (Randhawa, 2022, น. 69) บัญชีส่วนตัวของหลักสูตรนี้ในปีแรกๆ บอกว่างานของนักข่าวครอบคลุมอะไรบ้าง นักศึกษาถูกฝึกฝนให้ผลิตหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย เจอทั้งการทำงานดึกดื่น เส้นกำหนดส่งงาน (deadline) และหน้าที่หลากหลายอย่างตั้งแต่ระดับบรรณาธิการลงมา ซึ่งผูกอยู่กับลักษณะที่มีร่วมกัน (ethos) สำหรับการรวบรวมความรู้ความอยุติธรรมทางสังคม การแบ่งขั้ว และการที่ “สื่อซึ่งถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองที่ปกครองอยู่ หลีกหนีบทบาทในฐานะกระบอกเสียงของมวลชน และเพิ่มพูนผลประโยชน์ของกลุ่มที่เป็นใหญ่ได้อย่างไร” ฉะนั้นแล้ว หากจะกล่าวสั้นๆ นักศึกษานั้นได้เรียนรู้ว่า “นักข่าวที่แท้จริงควรเป็นอย่างไรและความรับผิดชอบ [ของพวกเขา] ที่มีต่อสังคม ในฐานะเยาวชนที่ได้รับการศึกษา” (Tei, 2021, น. 168–70)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะมีอุดมคติอย่างไรก็ตาม “ความเป็นกลาง” และ “การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ที่พร่ำสอนให้กับนักข่าว ก็ไม่สามารถจะเป็นกลางหรือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดได้จริง เนื่องจากพวกเขายังต้องยึดติดอยู่กับการสร้างความรู้แบบที่กระบวนการรายงานข่าวและ “ข่าว” ที่มุ่งความสนใจไปที่เพศชาย ซึ่งส่งผลต่อการผลิตกรอบการทำงานแบบชายเป็นใหญ่ (ปิตาธิปไตย) ในวิชาชีพอีกต่อหนึ่งด้วย (Chambers และคณะ, 2004)

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กระแสตีกลับ – หรือที่เรียกว่า “แนวคิดรื้อถอนความเป็นมืออาชีพ” (deprofessionalisation) – กำลังเกิดขึ้นในสถาบันด้านวารสารศาสตร์ ผ่านกระบวนการทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติพื้นฐานของงานข่าวในสมัยปัจจุบันคือ “ความไม่มั่นคงด้านตลาดแรงงาน ความสามารถที่จะกำกับตัวเองน้อยลง และแรงกดดันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น” (Besbris and Petre, 2020, น. 1540) ในจุดนี้ เราเสนอว่าการพึ่งพิงกระบวนทางการตลาดดิจิตัลที่ทำให้คอนเทนต์ติดอันดับต้นๆ ในการค้นหา หรือที่เรียกว่า Search Engine Optimization (SEO) กำลังวางกรอบการฝึกฝนอาชีพนักข่าวมากขึ้น และเราควรตั้งคำถามว่า การทำเช่นนี้มีความหมายความอย่างไรต่อประสบการณ์ในมิติทางเพศ เช่น มุมมองที่มองผู้อื่นเป็นวัตถุนั้นถูกเน้นย้ำมากขึ้น เพราะปรากฎในการผลการค้นหามากขึ้นหรือไม่? คำถามเรื่องนี้เชื่อมโยงกับประเด็นย่อยต่อไปของเราอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ 5 การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิตัล

เทคโนโลยีกำลังส่งผลกับพลวัตตามขนบในองค์กรผ่านแนวปฏิบัติใหม่ๆ เช่น การพึ่งพิงเนื้อหาที่สร้างจากการเลือกคีย์เวิร์ดยอดนิยม (content farm) ซึ่งทำให้บรรณาธิการได้มีอิทธิพลมากขึ้น ในขณะที่นักข่าวมีอำนาจต่อรองน้อยลง (Shor และคณะ, 2015) ตลาดเฉพาะกลุ่มที่ตอบโจทย์กระแสนี้ได้ปรากฏขึ้นในกลุ่มประเทศที่เรียกกันว่า “ประเทศกำลังพัฒนา”  ถึงแม้ว่าสื่อกระแสหลักจะมีลักษณะซ้ำซ้อนกันมากอยู่แล้ว และธรรมชาติการจ้างงานในลักษณะนี้จะไม่มั่นคงในพื้นที่ทั่วโลกก็ตาม

ที่อินโดนีเซีย นักข่าวที่เขียนเกี่ยวกับผู้หญิงและสิทธิของชนกลุ่มน้อยเคลื่อนไหวในประเด็นทางเพศ (gender activism) ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายในโครงสร้างดิจิตัลที่เป็นเครือข่ายและไม่มีลำดับชั้น (Winarnita และคณะ, 2020) ถึงแม้ว่ามันจะมีผลเสียต่อธุรกิจหนังสือพิมพ์กระแสหลักอย่างเห็นได้ชัด (Shor et al., 2015, น. 978–79) สื่อเหล่านี้เองยังคงมีข้อได้เปรียบอยู่ดี ส่วนหนึ่งเป็นพวกเขาเพราะเข้าถึงทรัพยากรที่มีมาแต่เดิมอยู่แล้ว (Randhawa, บทสนทนาส่วนตัว)

ถึงแม้ว่าจะมีการรับรู้ความสามารถพื้นที่สื่อใหม่ที่กำลังปรากฏขึ้นว่า มันทำให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวและค่านิยมแบบก้าวหน้า พื้นที่เหล่านี้ก็ยังถูกครอบงำด้วยตรรกะเสรีนิยมใหม่และ “เศรษฐกิจแบบดึงความสนใจ” (attention economy) อยู่ดี เช่นใน ขบวนการเคลื่อนไหวเฟมินิสต์ในโซเชียลมีเดียดูเหมือนจะเป็นการปลดแอก แต่ในที่สุดแล้วธรรมชาติของพื้นที่พวกนี้ทำให้คุณค่าแบบเสรีนิยมใหม่เข้าไปฝังลึกในกระบวนการเคลื่อนไหวด้วย (Saraswati, 2021) ผลกระทบของเศรษฐกิจแบบดึงความสนใจนี้จึงเห็นได้ชัดอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการเก็บงำความรู้แบบดั้งเดิมจะน้อยลง เนื้อหาและการตัดสินใจของอัลกอริทึมกลับส่งผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เราอาจจะเห็นสิ่งต่างๆ ในวันนี้น้อยกว่าที่เราเคยเห็นกันเมื่อหลายสิบปีที่แล้วเสียอีก (Randhawa, บทสนทนาส่วนตัว)

เรายังจำเป็นต้องชี้ให้เห็นธรรมชาติการแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่มๆ ของอัลกอริทึม ซึ่งช่วยส่งเสริมและบังคับใช้โครงสร้างทางอำนาจที่มีอยู่เดิม – สุดท้ายแล้ว อัลกอริทึมก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะได้เห็นและทำความเข้าใจโลกด้วยเหตุผล10 นอกเหนือจากนั้น  “ยิ่งมีการผลิตและส่งต่อมุมมองต่อโลกที่เป็นขั้วตรงข้ามกันมากเท่าไร […] ก็จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเท่านั้น” (Rambatan and Johanssen, 2022, น. 39)

ฉะนั้นแล้ว ต่อให้มีการแบ่งปันมุมมองที่ก้าวหน้ามากขึ้นในโลกออนไลน์ – ซึ่ง “นิว นาราทีฟ” เองก็มีภารกิจเช่นนั้นด้วย – แต่อัลกอริทึมดูเหมือนจะชื่นชอบเนื้อหาที่ยิ่งซ้ำเติมการกดขี่ คุกคาม มองเป็นวัตถุ หรือปิดปากประสบการณ์ของเพศที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ นอกจากนั้น เมื่อลองคิดว่าแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะประชากรที่แตกต่างกันก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของแฟชั่นแตกต่างกัน หญิงข้ามเพศที่ยากจนและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านในบรูไนฯ ก็จะเห็นเนื้อหาที่แตกต่างกับเอ็กส์แพตคนขาวที่เป็นเลสเบี้ยนในกรุงเทพฯ

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน (แม้จะไม่เจตนา) คือการที่อินเทอร์เน็ตทำให้เราสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (attention) น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการที่สำคัญของประชาธิปไตย ผลลัพธ์หนึ่งคือแนวคิดอำนาจนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นมา เช่น การที่เนื้อหาออนไลน์บงการด้วยสำนึกรู้คิดผ่าน “สถาปัตยกรรมของเครือข่ายข้อมูลบิดเบือน (disinformation)” ในฟิลิปปินส์ เครือข่ายดังกล่าวได้ว่าจ้างผู้ปฏิบัติงานหลากหลายจากเพศสภาพและเพศวิถีชายชอบ — ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับเรา — ให้ทำงานในเครือข่ายข้อมูลบิดเบือนอันเต็มไปด้วยปัญหานี้ (Ong and Cabañes, 2018) ในที่อื่นๆ มีกฎหมายอำนาจนิยมที่อ้างว่าบัญญัติขึ้นเพื่อต่อสู้กับ “ข่าวปลอม” อย่างในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีการบังคับใช้อย่างแพร่หลายในหลายรูปแบบด้วยกัน (Sombatpoonsiri and Luong, 2022)

เมื่อเชื่อมโยงกันกับข้อสังเกตที่เราเห็นว่า จำนวนการใช้ความรุนแรงต่อคนทำงานสื่อทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์มีมากมากขึ้น Posetti และคณะ (2021) จึงเสนอว่าการบิดเบือนข้อมูลความรุนแรงมิติทางเพศในโลกออนไลน์มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • กลวิธีใช้การบิดเบือนข้อมูลนั้นมีเป้าหมายเป็นการโจมตีนักข่าวหญิงในหลายๆ แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นประจำ
  • การรายงานข่าวในประเด็นการบิดเบือนข้อมูลและประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ทฤษฎีสมคบคิดในโลกดิจิตัลและแนวคิดฝ่ายขวาสุดขั้วจะกระตุ้นให้เกิดการโจมตีมากขึ้น
  • นักข่าวหญิงพบเจอการข่มเหง การคุกคาม และการข่มขู่ที่มีลักษณะเกลียดชังเพศหญิง เพื่อลดความน่าเชื่อถือที่สาธารณชนมีต่องานด้านข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งลดความน่าเชื่อถือในข้อเท็จจริงโดยทั่วไป

ระเบียบวิธีวิจัย หรือ คำประกาศว่าด้วยการวิจัย

มองให้เห็นปัญหาในวัตถุวิสัย แล้วเน้นใช้อัตวิสัยมากขึ้น11

ในฐานะแพลตฟอร์มเพื่อประชาธิปไตยและความเปลี่ยนแปลงในระดับรากหญ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยของเราสะท้อนแนวคิดทางการเมืองของเราและประเด็นที่เราเรียกร้อง และเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของเราที่ดำเนินไปพร้อมกันกับการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง งานนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในวงกว้างกับผู้ปฏิบัติงานสื่อในภูมิภาค ฟื้นคืนอำนาจให้พวกเขาได้สามารถดำเนินชีวิตไปและต่อต้านความท้าทายทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมได้ ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงต้องมองเห็นว่า “วัตถุวิสัย (ความเป็นกลาง – objectivity)” มีปัญหาอย่างไรในบางครั้ง

เราไม่ได้ออกตัวว่าเรามีมุมมองแบบเป็นกลาง – เรามองว่าการยอมรับแบบนี้ซื่อสัตย์กว่า ในทางตรงกันข้าม เรากลับเห็นความจำเป็นที่จะต้องเลือกข้าง ดังที่ Eduardo Galeano เคยเขียนไว้ว่า “เราไม่ได้อยากเขียนงานที่เป็นกลาง – ทั้งยังไม่ต้องการทำเช่นนั้นและไม่สามารถทำเช่นนั้นได้” (1987, น. xv) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราอาจจะกำลังนำเสนออะไรบางอย่างอยู่ เราจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่ามีความเชี่ยวชาญหรือสามารถพูดแทนทุกคนได้ ฉะนั้นแล้ว ทุกๆ กระบวนการวิจัยจึงเป็นงานที่ค่อยๆ ต่อยอดกันไป

ถึงจุดหนึ่ง ความเป็นกลางหรือวัตถุวิสัยได้ผูกอยู่กับการพึ่งพาสถิติที่มีมาไม่นานนักหากจะเปรียบเทียบ12 อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงคุณภาพยังคงมีอะไรหลายอย่างให้เราได้เรียนรู้ ไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างตัวเลขหรือถ้อยคำ – แต่งานวิจัยเชิงคุณภาพนั้นใช้ “การวิเคราะห์เป็นกรณีๆ ไป เพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแต่ละกรณี” (Goertz and Mahoney, 2012, น. 2)13 เนื่องจากเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเราในงานวิจัยชิ้นก่อนมาแล้ว สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ เราให้ความสำคัญอย่างมากกับบทสัมภาษณ์ของผู้เข้าร่วมวิจัยของเรา ซึ่งมีลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างกันไป แทนที่จะลดทอนพวกเขาให้เป็นเพียงแค่ชุดข้อมูลเท่านั้น

แทนที่จะใช้กรอบคิดหรือกรอบทฤษฎีหนึ่งๆ เราให้ความสำคัญกับการให้เรื่องราวเหล่านี้เล่าเรื่องด้วยตัวเอง ตราบเท่าที่เรื่องราวเหล่านั้นสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือ เรายังคงไว้ซึ่งความโปร่งใสในกระบวนการวิจัย และคอยตรวจสอบ “ธง” ในใจ หรืออคติ หรือการสรุปแบบเหมารวมของเราอยู่เสมอ โดยเราหวังว่าเราจะได้ทำเช่นนั้นผ่านการพูดคุยกับผู้เข้าร่วมวิจัยอยู่เสมอ ในฐานะผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้

การทำเช่นนี้หมายความว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงเส้นแบ่งระหว่างนักวิจัยและผู้ที่ถูกวิจัยได้ ความเป็นกลางนั้นยังเกี่ยวข้องกับการรักษาระยะห่างหรือรักษาความสมดุล—หรืออย่างน้อยก็ต้องสร้างภาพลวงตาว่าสามารถทำเช่นนั้นได้—แต่มันอาจจะนำไปสู่ความสมดุลแบบจอมปลอมได้เหมือนกัน เนื่องจาก “ทุกความรู้เป็นความรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไรบางอย่างอยู่แล้ว” (Moya, 2011, น. 80) เราจึงเน้นความเป็นอัตวิสัย (subjective) หรือมุมมองในแบบที่เรามอง อัตวิสัยในตัวมันเองแล้วไม่ได้ “ลดคุณค่าในงานวิจัย” แต่เป็น “การไม่สะท้อนคิดพิจารณาต่างหาก ที่ทำให้คุณค่างานวิจัยลดลง” (Teo, 2019, น. 287)

ด้วยการคำนึงถึงทุกอย่างที่พูดมา เราจึงเริ่มต้นจากจุดที่เราต้องการส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง – ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยจึงหมายถึงการเลือกจุดยืนทางการเมือง สำหรับตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ขั้นแรกผ่านวาทกรรม อย่างไรก็ดี เนื่องจากวาทกรรมอาจถูกทำให้เป็นชายขอบ ผ่านการปิดปาก ด้วยการไม่กล่าวถึงหรือปัดทิ้ง (Alatas, 2021, น. 204) เราจึงให้ความสำคัญกับวิธีการมองและเล่าเรื่องบางอย่าง หรือแง่มุมที่ถูกละเลยไปในงานสื่อ ในขณะที่เรายังคงเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการเคลื่อนไหวและเพื่อความร่วมมือ

ในฐานะที่เป็นทั้งนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการ บางครั้งเราก็ต้อง “ตัดสินใจทางวิชาชีพ ทางจริยธรรม และทางการเมืองที่ยากเย็น และเราก็ต้องยอมกับผลที่ตามมา” (Pulido, 2008, น. 362) ตำแหน่งแห่งที่ (positionality) ของเราจึงสำคัญมาก เรารับรู้ว่าการสร้างความรู้ของเรากำลังสะท้อนให้เห็นบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความตั้งมั่นในการรื้อถอนความคิดจากยุคอาณานิคมของเรา และการรับรู้และอ่อนไหวต่อสภาพและปัจจัยที่ถูกมองข้าม หากจะอ้างอิงตามคำกล่าวของ Paula Moyan แล้ว มันจึงหมายความว่า

[…] มันขึ้นอยู่กับเราที่จะแสดงออกความกังวลของเราไปในเชิงท้าทายพวกเขา [นักวิชาการยุโรป-อเมริกันกระแสหลัก] มากพอที่จะทะลุผ่านการสยบยอมเชิงสติปัญญาและการรับรู้ความเหนือกว่าของพวกเขา (บ่อยครั้งโดยไม่รู้ตัว) ทั้งในด้านเชื้อชาติ เพศสภาพ และ/หรือในทางภูมิศาสตร์ (ที่ทาง)

Moya, 2011, น. 84

จริยธรรม

Glasius และคณะ (2018) ใช้ประสบการณ์ชีวิตการวิจัยของตัวเองในการจัดทำเช็คลิสต์ที่มีประโยชน์และสามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป (open-access) สำหรับการทำงานภาคสนามในพื้นที่อำนาจนิยม พวกเขาเน้นย้ำการเปิดเผยเกี่ยวกับงานวิจัย และทำงานในบริบทที่จำกัด (ไม่ว่าจะเป็นทางการเมืองหรือด้านอื่นก็ตาม) และหาจุดสมดุลระหว่างความนิรนามกับความน่าเชื่อถือ ในขณะที่ยังคงคำนึงถึงความจำเป็นที่จะต้องมีความโปร่งใสในงานวิจัยมากขึ้น ทั้งนี้ พึงระลึกด้วยว่าภัยอาจจะมาในรูปแบบของการกระตุ้นปมในใจ (trigger) ของผู้เข้าร่วม ระหว่างที่พวกเขากำลังเล่าเรื่องราวของพวกเขา เราจึงต้องเห็นความสำคัญของการรักษาความเป็นส่วนตัวและมุมมองที่รับรู้แผลเป็นในใจ โดยผู้อ่านสามารถอ่านคำชี้แนะเรื่องการวิจัยอย่างมีจริยธรรมได้เพิ่มเติมที่นี่ ในงานของ Boilevin และคณะ (2018)

จากการสะท้อนคิดข้างต้น เราจึงตั้งคำถามว่าการเล่าเรื่องจะเป็นภัยมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์หรือไม่ บุคคลที่มีเพศสภาพและเพศวิถีที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบอาจจะกังวลว่าต้องปกป้องตนเองมากกว่าเดิมเมื่อต้องเล่าเรื่องต่างๆออกไป (และอาจเป็นการเปิดช่องให้พบกับการตอบโต้จากฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วย) ด้วยเหตุนี้ เราจึงกังวลกับการปกป้องความเป็นส่วนตัวอย่างมาก เนื่องจากบางครั้งผู้เข้าร่วมวิจัยก็ได้รับการติดต่อมาจากเพื่อนหรือผู้ร่วมวงการของพวกเรา การมีวงพัวพันกันหลายอย่างสามารถ “ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอบถามและผู้ให้ข้อมูลซับซ้อนขึ้นได้” (Yao, 2022, น. 5)

เราจึงทำงานแบบควบคุมการแบ่งปันข้อมูลเท่านั้น การเข้าร่วมวิจัยเป็นไปด้วยความสมัครใจและผู้เข้าร่วมสามารถเพิกถอนความยินยอมได้ตลอดเวลาก่อนที่จะถึงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยโดยผู้ร่วมวิชาชีพ (peer review) เราจึงต้องแยกระหว่างการไม่เปิดเผยตัวตนและการปกปิดเป็นความลับไว้ ณ ที่นี้—ถึงแม้ว่าการออกแบบงานวิจัยได้ออกแบบโดยที่ผู้เข้าร่วมวิจัยไม่สามารถปกปิดตัวตนของตนเองได้ (นักวิจัยรับรู้ตัวตนของผู้เข้าร่วม) แต่รายละเอียดเกี่ยวกับพวกเขาสามารถถูกปกปิดเป็นความลับได้ (เรามีขั้นตอนการปกปิดตัวตนของพวกเขาไม่ให้ผู้อื่นสามารถค้นหาได้)

ขั้นตอนต่างๆ

ขั้นตอนที่ 1 การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ขณะนี้เราได้อยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกับผู้ผลิตงานข่าวที่มีเพศสภาพและเพศวิถีเป็นเพศชายขอบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าด้วยประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาหรือเธอ โดยสามารถอ่านรายการข้อมูลที่เราจะคอยปรับปรุงอยู่สม่ำเสมอได้ที่นี่ เราใช้วิธีวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา (ethnographic) แบบกว้างๆ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (ส่วนใหญ่แล้วเป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์) ในรูปแบบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured) ที่มีบางชุดคำถามมาก่อนแล้ว ด้วยเป้าหมายผู้เข้าร่วมวิจัยอย่างน้อย 30 คน เนื่องจากการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการอาจไม่ได้ผลมากนักเมื่อใช้ “เก็บประสบการณ์ของผู้คนที่หลากหลาย” (Teo, 2019, น. 283) การสัมภาษณ์แต่ละครั้งจึงสอบถามประเด็นย่อยทั้ง 5 ประเด็นหลักที่เราพบจากการทบทวนวรรณกรรมข้างต้นกว้างๆ ซึ่งเราคาดหวังว่าจะนำไปสู่การวิเคราะห์เพิ่มเติมต่อไป

  • ปัจจัยเชิงระบบและเชิงโครงสร้าง
  •  ชีวิตการทำงาน
  • การมีตัวแทน
  • การศึกษาและการฝึกฝนอบรม
  • การเปลี่ยนแปลงทางดิจิตัล

การสัมภาษณ์จะถูกบันทึกไว้ในระยะแรกเท่านั้น และจะถูกลบไปในภายหลังเมื่อถอดเสียงเสร็จสิ้น ทุกข้อมูลที่มีการเผยแพร่จะได้รับการปกปิดตัวตนและจะเปิดเผยต่อสาธารณะจากการยินยอมของผู้เข้าร่วมวิจัย

ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูล

การถอดเสียงสัมภาษณ์ของเรานั้นถูกวิเคราะห์ตามประเด็นที่เกิดขึ้นและถูกเขียนขึ้นเป็นร่างการอภิปรายผลและข้อค้นพบ ในบางกรณี เราจำเป็นต้องพึ่งพาการแปล โดยคำนึงว่าการแปลเองก็เป็นการนำเสนออีกเช่นกัน (Tymoczko, 2006) เราจะอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้สำหรับคำแนะนำ ในขณะที่ยังคงรับรู้ว่าวาทกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรบ่อยครั้งก็ทำตามวาทกรรมเพื่อที่จะเก็บกลุ่มที่หลากหลายไว้ (Gauntlett, 2008, น. 126)

ในขณะที่เรายังมีเป้าหมายการพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราสามารถสร้างได้แค่ภาพร่างคร่าวๆ เท่านั้น แม้แต่การเจาะลึกไปที่ท้องที่ใดๆ พื้นที่หนึ่งก็เป็นเรื่องยากลำบากมาก หากจะให้เปรียบเทียบ บทความวิชาการหนึ่งฉบับว่าด้วยอำนาจนิยมเชิงใต้ระดับรัฐในปาปัวอย่างเดียว Tapsell (2015) ได้ศึกษาผ่านผู้ปฏิบัติงานสื่อท้องถิ่นจำนวนถึง 22 คน ในขณะที่ขอบเขตอันจำกัดของทำให้เราไม่อาจหาข้อสรุปได้แม้แต่ในประเทศเดียว ดังนั้น เราจึงมุ่งเป้าวิเคราะห์ประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นหรือความคล้ายคลึงกันข้ามประเทศแทน (Gerring, 2004)14

ราจะแบ่งงานชุดนี้เป็นงานที่เผยแพร่แยกชิ้นกันไป โดยเผยแพร่ทุกไตรมาสเพื่อหลีกเลี่ยงภาพลวงตาของความเป็นเนื้อเดียวกัน (illusion of homogeneity) ในขณะที่ยังคงระมัดระวังการพิจารณาจัดกลุ่มของแต่ประเทศ ด้วยการทำเช่นนี้ เราจึงมองประเด็นร่วม มากกว่าที่จะมองรูปแบบอัตลักษณ์หรือภูมิศาสตร์ที่ยังคงถกเถียงกันอยู่

ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยโดยชุมชนผู้ร่วมวิชาชีพ

เราอยากฟังความคิดของคุณเกี่ยวกับงานวิจัยของเรา ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยโดยชุมชนผู้ร่วมวิชาชีพอย่างมีส่วนร่วม  ซึ่งมันอาจช่วยสร้างจุดเริ่มต้นให้การทำข่าวเป็นประชาธิปไตยในมุมมองมิติทางเพศที่สามารถปฏิบัติได้จริง

ผู้เข้าร่วมที่สนใจ—ซึ่งเราหวังว่าในกลุ่มนั้นจะมีความหลากหลาย สามารถเข้าถึงร่างของแต่ละงานตีพิมพ์ได้ นอกจากนั้น เราจะจัดการสนทนากลุ่ม (focus group discussion) ผ่านห้องเรียนประชาธิปไตยของนิว นาราทีฟ ซึ่งเราจะปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนการวิเคราะห์ของเราตามนั้น15[15] ทั้งนี้ เรายินดีรับข้อคิดเห็นที่เขียนมาแบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อความปลอดภัยและการรักษาความลับ

บทสนทนากลุ่มนี้ เราจะจัดร่วมกับฝ่ายการมีส่วนร่วมของพลเมืองของเรา โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงแม้ว่าในขั้นแรกเราจะพูดคุยกันในภาษาอังกฤษ เราหวังว่าเราจะได้จัดโดยใช้ภาษาอินโดนีเซียอีกหลายครั้ง รวมทั้งในภาษาอื่นของภูมิภาคด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะจัดในรูปแบบการพบหน้ากันหรือทางช่องทางออนไลน์

นอกจากจะเพื่อตรวจทานข้อค้นพบของเราแล้ว เราหวังว่าเราจะได้ใช้การอภิปรายเหล่านี้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ปฏิบัติได้จริง ในขณะนี้ (ซึ่งยังคงต้องรอการยืนยันต่อไป) เราหวังว่าจะได้ออกแบบคู่มือกลยุทธ์และแหล่งเรียนรู้จากบทสนทนากลุ่มนี้ ที่ผู้ปฏิบัติงานสื่อสามารถนำไปใช้ได้ เราต้องการทำเอกสารที่คล้ายคลึงกับ “บูคู เมรา (Buku Mera)” แต่ปรับให้เข้ากับพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ คุณจะได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาของคุณ ในการอภิปรายนี้เราจะไม่ต้องการชื่อจริงและข้อมูลที่สามารถระบุถึงตัวตนคุณได้ ถึงแม้ว่าเราจะต้องใช้มันสำหรับงานเอกสารก็ตาม

คุณสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ผ่านการสมัครรับข่าวสารหรือจดหมายรายเดือนของเครือข่ายเสรีภาพสื่อที่นี่ หรือจะเขียนมาหาเราที่ [email protected] โดยเราจะติดต่อกลับและให้ข้อมูลเพิ่มเติมในไม่ช้า

บทสรุป ‘จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น’?

ด้วยการคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้และความเข้าใจว่าเสรีภาพสื่อเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เราจะเผยแพร่ผลการวิเคราะห์ทั้งสามครั้งของงานชุดนี้ในอีกสามไตรมาส โดยเผยแพร่บทสรุปในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เราจึงขอเรียนเชิญคุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้ร่วมตรวจสอบคุณภาพงานวิจัย หรือแม้แต่เป็นผู้เข้าร่วมงานวิจัยด้วยเช่นกัน

เมื่อจบงานชิ้นนี้ เราหวังว่าเราจะได้ทำให้เห็นภาพรวมขั้นต้นของเสรีภาพสื่อที่แตกต่างกันในภูมิภาคเพียงเท่านั้น เรายังหวังว่าจะได้สร้างพื้นที่สำหรับงานวิจัยต่อๆไปของคุณ สร้างบทสนทนา และการเคลื่อนไหว เราหวังว่าคุณจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเหล่านี้ไปพร้อมกับเรา และด้วยทั้งหมดที่กล่าวมา เราเห็นความสำคัญว่า การวิจัยเรื่องเพศสภาพนั้นถือเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยปัญหาเชิงแนวคิดและถือเป็นเรื่องที่มีอำนาจทับซ้อนอีกด้วย โดยเรามุ่งหวังจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

[email protected]

ไว เหลียง ธาม (Wai Liang Tham)

นักวิจัยหลัก

บรรณานุกรม

บรรณานุกรม

Al Khanif, & Khoo, Y. H. (Eds.). (2022). Marginalisation and Human Rights in Southeast Asia (1st ed.). Routledge.

Alatas, S. F. (2021). Silencing as Method: The Case of Malay Studies. In J. Jammes & V. T. King (Eds.), Fieldwork and the Self: Changing Research Styles in Southeast Asia (pp. 199–214). Springer Singapore. https://doi.org/10.1007/978-981-16-2438-4_10

Anderson, B. (2016). Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism. Verso.

Appadurai, A. (2013). The Future as Cultural Fact: Essays on the Global Condition. Verso.

Barker, C. (2004). The Sage dictionary of cultural studies. Sage Publications.  

Besbris, M., and Petre, C. (2020). Professionalizing Contingency: How Journalism Schools Adapt to Deprofessionalization. Social Forces, 98(4): 1524–47.

Boilevin et al. (2018, August 9). Research 101: A Manifesto for Ethical Research in the Downtown Eastside. https://ethics.research.ubc.ca/sites/ore.ubc.ca/files/documents/Manifesto%20for%20Ethical%20Research%20in%20the%20DTES.pdf 

Bong, S. A. (2011). Beyond Queer: An Epistemology of Bi Choice, Journal of Bisexuality, 11(1), 39-63, doi: 10.1080/15299716.2011.545304

Briscoe, L. A. (2019). Women Writers: Banned or Banished. In Ma. Ceres P. Doyo (Ed.), Press freedom under siege reportage that challenged the Marcos dictatorship (pp. 193-4). UP Diliman Press.

Butler, J. (1997) The Psychic Life of Power: Theories in Subjection. Stanford University Press.

Byerly, C. M. (2013a). Factors Affecting the Status of Women Journalists: A Structural Analysis. In C. M. Byerly (Ed.), The Palgrave International Handbook of Women and Journalism (pp. 11-23). Palgrave Macmillan UK. https://doi.org/10.1057/9781137273246_2

Byerly, C. M. (2013b). Introduction. In C. M. Byerly (Ed.), The Palgrave International Handbook of Women and Journalism (pp. 1-10). Palgrave Macmillan UK. https://doi.org/10.1057/9781137273246_1

Cameron, D. (2016, December 15). A brief history of ‘gender’. language: a feminist guide

Carter, C., Branston, G., & Allan, S. (1998). Introduction. In S. Allan, G. Branston, & C. Carter (Eds.), News, Gender and Power. Routledge.

Chambers, D., Steiner, L., & Fleming, C. (2004). Women and Journalism. Routledge.

Chauly, B. (2018). Once We Were There. Epigram.

De Bruin, M. (2000). Gender, organizational and professional identities in journalism. Journalism, 1(2), 217-238. https://doi.org/10.1177/146488490000100205

De Bruyn, F. (2004). From Georgic Poetry to Statistics and Graphs: Eighteenth-Century Representations and the “State” of British Society. The Yale Journal of Criticism, 17(1), 107-139. https://doi.org/10.1353/yale.2004.0003

Djerf-Pierre, M. (2020). Explaining gender equality in news content: Modernisation and a gendered media field. In M. Djerf-Pierre & M. Edström (Eds.), Comparing Gender and Media Equality Across the Globe: A Cross-National Study of the Qualities, Causes, and Consequences of Gender Equality in and through the News Media (pp. 147–190). Nordicom.

Freedom of Expression. (n.d.).  Freedom House. https://freedomhouse.org/issues/freedom-expression

Frydenlund, S., Jalil, A. A., Somiah, V., & Than, T. (2022, August 17). Movement: In, Between, and Beyond Myanmar and Malaysia. Inter-Asia Cultural Studies Summer School, Universiti Malaya.

Galeano, E. (1987). Memory of Fire Vol. 1: Genesis. Pantheon.

Gauntlett, D. (2008). Media, Gender and Identity: An Introduction (2nd ed.). Routledge.

Gerring, J. (2004). What Is a Case Study and What Is It Good for? The American Political Science Review, 98(2), 341-354. http://www.jstor.org/stable/4145316

Gilbert, S. F. (2021). Systemic racism, systemic sexism, and the embryological enterprise. Developmental Biology, 473, 97-104. https://doi.org/https://doi.org/10.1016/j.ydbio.2021.02.001

Glasius, M., Lange, M. d., Bartman, J., Dalmasso, E., Lv, A., DelSordi, A., Michaelsen, M., & Ruijgrok, K. (2018). Research, Ethics and Risk in the Authoritarian Field. Palgrave Macmillan.

Goertz, G., & Mahoney, J. (2012). A tale of two cultures : qualitative and quantitative research in the social sciences. Princeton University Press.

Hacking, I. (1990). The Taming of Chance. Cambridge UP.

Hall, S. (1997). Representatíon: cultural representations and signifying practices. Sage/The Open University.

Hänel, H. (2020). Hermeneutical Injustice, (Self-)Recognition, and Academia. Hypatia, 35(2), 336-354. doi:10.1017/hyp.2020.3

Harvey, D. (2001). Spaces of Capital: Towards a Critical Geography. Routledge.

Hebdige, D. (1998). From Culture to Hegemony. In R. C. D. R. Schleifer (Ed.), Contemporary Literary Criticism (4 ed., pp. 655-662). Pearson.

Heryanto, A., & Mandal, S. K. (Eds.). (2003). Challenging Authoritarianism in Southeast Asia: Comparing Indonesia and Malaysia. Routledge.

“I don’t want to change myself”: Anti-LGBT Conversion Practices, Discrimination, and Violence in Malaysia. (2022). Human Rights Watch and Justice for Sisters.

Ikeya, C. (2006). “Gender, History and Modernity: Representing Women in Twentieth Century Colonial Burma” [dissertation] http://pds21.egloos.com/pds/201211/26/71/CIdissertationpartone.pdf

Imagined Geographies. (n.d.).  Yale-NUS. https://historicalmaps.yale-nus.edu.sg/pages/mapjourneys/imagined-geographies

Inside the News: Challenges and Aspirations of Women Journalists in Asia and the Pacific. (2015). UNESCO Bangkok Office and UN Women Regional Office for Asia and the Pacific.

Kabeer, N. (1994).  Reversed realities: gender hierarchies in development thought.  Verso.

Landry, D., & MacLean, G. M. (1996). Introduction. In D. Landry & G. M. MacLean (Eds.), The Spivak reader : selected works of Gayatri Chakravorty Spivak (pp. 1-13). Routledge.  

Latour, B. (1991). Pandora’s Hope: Essays on the Reality of Science Studies. Harvard University Press. 

Lim, E.-B. (2013). Brown Boys and Rice Queens: Spellbinding Performance in the Asias. New York University Press.

Lockhart, J.W. (2022, August 17). What sex-difference science misses about the messy reality of sex. Psyche. https://psyche.co/ideas/what-sex-difference-science-misses-about-the-messy-reality-of-sex.

Loh, B. Y. H., & Chin, J. (2023). Introduction. In B. Y. H. Loh & J. Chin (Eds.), New Media in the Margins: Lived Realities and Experiences from the Malaysian Peripheries. Palgrave Macmillan.

Magsanoc, L.J. (2019). Women in Media: “We are not freaks”. In Ma Ceres P. Doyo (Ed.), Press freedom under siege reportage that challenged the Marcos dictatorship (pp. 344-5). UP Diliman Press.

Martin, E. (1991). The Egg and the Sperm: How Science Has Constructed A Romance Based On Stereotypical Male-Female Roles. Signs 16, no. 3, 485-501.

Malaysia: Draft Media Council Act (July 2020). (2020). Article 19.

MacKinnon, C. A. (1987). Feminism Unmodified: Discourses on Life and Law. Harvard University Press. 

McClure, K. M. (1999). Figuring Authority: Statistics, Liberal Narrative, and the Vanishing Subject. Theory & Event, 3. muse.jhu.edu/article/32542

McKenzie, D. F. (2004). Bibliography and the Sociology of Texts. Cambridge University Press.

McLuhan, M. (2003). Understanding Media. Routledge.

Moya, P. M. L. (2011). Who We Are and From Where We Speak. Transmodernity: A Journal of Peripheral Cultural Production of the Luso-Hispanic World, 1(2), 79-94.

Ong, J. C., & Cabañes, J. V. A. (2018). Architects of Networked Disinformation: Behind the Scenes of Troll Accounts and Fake News Production in the Philippines (Communication Department Faculty Publication Series, Issue.

Posetti, J., Shabbir, N., Maynard, D., Bontcheva, K., & Aboulez, N. (2021). The Chilling: global trends in online violence against women journalists.

Primandari, F. F. (2022). Beyond the Absence of Killings and Arrests: Exploring “Media Safety” in the Context of Southeast Asia. Media Freedom Insights Series, No. 2. New. Naratif.

Primandari, F. F., Hassan, S., & Melasandy, S. (2021). Envisioning Media Freedom and Independence: Narratives from Southeast Asia. Media Freedom Insights Series, No. 1. New Naratif.

Pulido, L. (2008). FAQs: Frequently (Un)Asked Questions about Being a Scholar Activist. In Engaging Contradictions: Theory, Politics, and Methods of Activist Scholarship (pp. 341-366). University of California Press. https://doi.org/doi:10.1525/9780520916173-017

Rafael, V.L. (2022). The Sovereign Trickster: Death and Laughter in the Age of Duterte. Duke University Press.

Rambatan B., & Johanssen, J. (2022). Event Horizon: Sexuality, Politics, Online Culture, and the Limits of Capitalism. John Hunt Publishing. 

Randhawa, S. (2022). Writing Women: The Women’s Pages of the Malay-Language Press (1987–1998). Palgrave Macmillan.

Randhawa, S. (2022, August 10). Personal communication (interview).

Reporters Without Borders. (n.d.). Asia – Pacific: Absolute and autocratic control of information. https://rsf.org/en/region/asia-pacific

Rights in Reverse: One year under the Perikatan Nasional government in Malaysia. (2021).Article 19 and CIVICUS.

Said, E. W. (1975). The Text, the World, the Critic [research-article]. The Bulletin of the Midwest Modern Language Association, 8(2), 1-23. https://doi.org/10.2307/1314778

Saraswati, L. A. (2021). Pain Generation: Social Media, Feminist Activism, and the Neoliberal Selfie. NYU Press.

Scott, James C. (1985). Weapons of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance. Yale University Press.

Shor, E., van de Rijt, A., Miltsov, A., Kulkarni, V., & Skiena, S. (2015). A Paper Ceiling: Explaining the Persistent Underrepresentation of Women in Printed News. American Sociological Review, 80(5), 960-984. https://doi.org/10.1177/0003122415596999

Show, Y. X. (2020). Introduction. In Y. X. Show and G. P. Ngoi (Ed.), Revisiting Malaya: Uncovering Historical and Political Thoughts in Nusantara (pp. 1-14). SIRD.

Siao, Y. F. (2022). Performing Fear in Television Production: Practices of an Illiberal Democracy. Amsterdam University Press.

Simpson, A. (2022). A Digital Coup Under Military Rule in Myanmar: New Online Avenues for Repression. Kyoto Review of Southeast Asia, 33. https://kyotoreview.org/issue-33/a-digital-coup-under-military-rule-in-myanmar/

Skidmore, P. (1998). Gender and the Agenda: News reporting of child sexual abuse. In S. Allan, G. Branston, & C. Carter (Eds.), News, Gender and Power. Routledge.

Sombatpoonsiri, J., and Luong, D. N. A. (2022). Justifying Digital Repression via“Fighting Fake News”: A Study of Four Southeast Asian Autocracies. Project Syndicate. https://www.iseas.edu.sg/wp-content/uploads/2022/06/TRS11_22.pdf

Somiah, V. (2021). Irregular Migrants and the Sea at the Borders of Sabah, Malaysia: Pelagic Alliance. Palgrave Macmillan.

Sprague, J. (2016). Feminist Methodologies for Critical Researchers. Rowman & Littlefield.

St. Louis, K. & Calabrese Barton, A. (2002). Tales from the science education crypt: A critical reflection of positionality, subjectivity, and reflexivity in research. Forum, 3(3), Art. 19. Retrieved from https://www.qualitative-research.net/index.php/fqs/article/view/832/1808

Steiner, L. (1998). Stories of Quitting. American Journalism, 15(3), 89-116. https://doi.org/10.1080/08821127.1998.10731989

Tapsell, R. (2015). The Media and Subnational Authoritarianism in Papua. South East Asia Research, 23(3), 319-334. https://doi.org/10.5367/sear.2015.0274

Tei, S. C.-S. (2021). Unspoken. Clarity Publishing.

Teo, Y. Y. (2019). This Is What Inequality Looks Like. Ethos Books.

Than, T. (2021). “Commentary: Tharaphi Than, Why Does Area Studies Need Decolonization?” Critical Asian Studies. https://doi.org/10.52698/XPTS4931

Tsui, C. Y. S., & Lee, F. L. F. (2012). Trajectories of Women Journalists’ Careers in Hong Kong. Journalism Studies, 13(3), 370-385. https://doi.org/10.1080/1461670X.2011.592360

Tymoczko, M. (2006). Translation: Ethics, Ideology, Action. The Massachusetts Review, 47(3), 442-461. http://www.jstor.org/stable/25091110

UN Women. (n.d.). Gender mainstreaming: Concepts and definitions. https://www.un.org/womenwatch/osagi/conceptsandefinitions.htm

Van Dijk, T. A. (1988). News As Discourse (1st ed.). Routledge.

Vergès, F. (2021). A Decolonial Feminism. Pluto Press.

Watson, J. K. (2021). Cold War Reckonings: Authoritarianism and the Genres of Decolonization. Duke UP.

Williams, J. (2018). Stand out of our Light: Freedom and Resistance in the Attention Economy. Cambridge University Press.

Winarnita, M., Bahfen, N., Mintarsih, A. R., Height, G., & Byrne, J. (2022). Gendered Digital Citizenship: How Indonesian Female Journalists Participate in Gender Activism. Journalism Practice, 16(4), 621-636. https://doi.org/10.1080/17512786.2020.1808856Yao, S. (2022). Doing Lifework in Malaysia. Palgrave Macmillan.

คำขอบคุณ

เราขอขอบคุณคำแนะนำและความกรุณาที่เราได้รับตลอดมา – แม้รายชื่อนี้ไม่สามารถครอบคลุมทั้งหมดได้โดยละเอียด –
รายชื่อเรียงตามลำดับตัวอักษร
Benjamin Y.H. Loh
Fadhilah F. Primandari
Fadiyah Alaidrus
Graduate Education and Training in Southeast Asian Studies’ resources
Khoo Ying Hooi
Nalini Elumalai
Nuurrianti Jalli
Sonia Randhawa
Siao Yuong Fong
และ Vilashini Somiah

Credits

มิติทางเพศในเสรีภาพสื่อ : กรอบคิดใหม่ในการทำข่าวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งานชุดเบื้องลึกเสรีภาพสื่อชุดที่ 4 ชิ้นที่ 1

ปีที่พิมพ์ 2023

ผู้เขียน ไว เหลียง ธาม (Wai Liang Tham) ด้วยความช่วยเหลือจาก เธท ไว (Thet Wai) และ บอนนี รัมบาตัน (Bonni Rambatan)

ผู้แปล: กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม

ที่ปรึกษาผู้แปล: ธีรนัย จารุวัสตร์

บรรณาธิการ

ผู้กำกับศิลป์
เอลเลนา เอคาราเฮนดี (Ellena Ekarahendy)

กราฟิกดีไซเนอร์
มุฟฆี ฮุโตโม (Mufqi Hutomo) 

นักวาดภาพประกอบ เอริน ดวี อัสมี (Erin Dwi Azmi)

ทุนสนับสนุน

โครงการวิจัยเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) หมายเลขทุน 2020-08984

ตีพิมพ์โดย นิว นาราทีฟ (New Naratif)

นิว นาราทีฟ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เสรีภาพทางข้อมูล และเสรีภาพการแสดงออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราต้องการสร้างความภาคภูมิใจในภูมิภาคแก่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกคน ให้ภูมิใจในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกัน เราต่อสู้เพื่อเกียรติยศและอิสรภาพของประชาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการสร้างชุมชนร่วมของประชาชนทั่วภูมิภาค เพื่อจินตนาการและก่อร่างสร้างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดียิ่งขึ้น

งานชุดเบื้องลึกเสรีภาพสื่อ (Media Freedom Insights Series) เป็นการรวบรวมรายงานของนิว นาราทีฟ เพื่ออุทิศให้กับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานชุดนี้ใช้วิธีการมองว่า แรงงานสื่อเป็นศูนย์กลางของวงการสื่อในภูมิภาค รายงานต่างๆ ภายในงานชุดนี้ครอบคลุมหลากหลายประเด็น ตั้งแต่ความท้าทายที่แรงงานสื่อต้องเผชิญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงความต้องการให้พื้นที่สื่อมีอิสระเสรียิ่งขึ้น และค้นหาหนทางใหม่เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวร่วมกัน

รายงานวิจัยนี้อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ CC BY-NC-SA 4.0 โดยไม่นับภาพประกอบในเล่ม  หากต้องการดูสิทธิบัตร กรุณาเข้าเว็บไซต์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0/

ภาพประกอบทุกภาพเป็นทรัพย์สินของนักวาดภาพประกอบเท่านั้น

กรุณาอ้างอิงรายงานนี้โดยใช้
Tham, Wai Liang. 2022. Envisioning Media Freedom and Independence: Narratives from Southeast Asia. Media Freedom Insights. Series 4, Publication 1. New Naratif.

Footnotes
  1. ในงานประชุมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2022 หลายองค์กร ได้แก่ CamboJA (กัมพูชา) AJI (อินโดนีเซีย), Geramm และ CIJ (ทั้งคู่จากมาเลเซีย) AJTL (ติมอร์เลสเต) และ NUJP (ฟิลิปปินส์) – กำลังทำงานเพื่อจัดเก็บข้อมูลการคุกคามต่อนักข่าวในภูมิภาค ซึ่งเป็นการต่อยอดจากงานของสหพันธ์สื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ที่ตอนนี้ได้ยุติการปฏิบัติงานแล้ว องค์กรอื่นๆ เช่น คณะกรรมการการปกป้องนักข่าว (Committee to Protect Journalists) ยังคงเก็บรักษาฐานข้อมูลที่ครอบคลุมไว้ โดยจัดหมวดหมู่การโจมตีสื่อเป็นประเภทต่างๆ ↩︎
  2. คำว่า “พม่า” (Burma) และ “เมียนมา” (Myanmar) มักใช้สลับแทนกันได้ แต่การเลือกว่าจะใช้คำใดย่อมขึ้นอยู่กับจุดยืนทางการเมืองของผู้ใช้ด้วย โดยเฉพาะจุดยืนต่อระบอบทหารในประเทศดังกล่าว เราควรพึงระลึกด้วยว่า รัฐบาลทหารเป็นผู้บัญญัติให้ใช้คำว่า “เมียนมา”  ดังนั้น การปฏิเสธที่จะใช้ชื่อ “เมียนมา” ก็อาจนับเป็นการแสดงออกต่อต้านรัฐบาลทหารได้ด้วย ทั้งนี้ เรามีความเห็นใจต่อขบวนการต่อต้านรัฐบาลทหารในสงครามกลางเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ในเมื่อประชากรของประเทศดังกล่าว —“ประชาชนเมียนมา” หรือ “พม่า”— ก็ใช้คำว่า “เมียนมา” เราจึงเลือกใช้คำว่า “เมียนมา” เช่นกัน ↩︎
  3. ความย้อนแย้งของการใช้คำว่า “รายงาน” ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับเรื่องราว “ไม่ใช่ความพยายามที่จะสื่อถึงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตในรูปแบบที่ไม่ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์มากนัก” (Peterson, 2001, p. 205) แต่เมื่อถึงเวลาทำเช่นนั้นจริงๆ กลับเป็นกระบวนการที่มีลักษณะอัตวิสัย (subjective) ตามธรรมชาติอย่างยิ่ง ↩︎
  4. คู่มือ เช่น วารสารศาสตร์และการเล่าเรื่องออนไลน์ (Online Journalism and Storytelling) สำหรับผู้ปฏิบัติงานสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเป็นแหล่งค้นคว้าอีกแหล่งที่มีประโยชน์ ↩︎
  5. นิยามของคำว่าอำนาจนำ (hegemony) ที่เราใช้ในการทำงานนั้นมีดังต่อไปนี้ อำนาจนำนี้ตั้งปัจจัยที่กำหนดว่า อะไรเป็นไป(ไม่)ได้ และผลักความเชื่อที่ไม่โอนอ่อนผ่อนตาม ไปเป็นชายขอบในกระบวนการนั้นๆ (Scott, 1985) โดย “เอาชนะและมีอิทธิพลต่อการยินยอม เพื่อที่ว่าอำนาจของชนชั้นที่เป็นใหญ่นั้นดูถูกต้องตามหลักการและดูเป็นธรรมชาติ” (Hall, อ้างถึงใน Hebdige, 1998, น. 661) ถึงแม้ว่าการหันเหจากอุดมคติที่สร้างมาอาจดู “ทำไม่ได้จริง อันตราย หรือเป็นทั้งสองอย่าง” ความเชื่อที่ว่าต้องเปลี่ยนแปลงจากต้นตอ (radicalism) ก็ยังคงก่อตัวขึ้นมาได้ หากไม่เกิดขึ้นในพฤติกรรมแล้ว ก็ผ่านความเชื่อหรือการตีความทำความเข้าใจ (Scott, 1985, น. 320–02) ↩︎
  6. นิยามของคำว่า “รื้อถอนความคิดจากยุคอาณานิคม” ที่เราใช้ในการทำงานมาจาก Tharaphi Than (2021) ว่าด้วย “กระบวนการรื้อทุกการปฏิบัติและธรรมเนียมแบบอาณานิคมที่ฝังอยู่ในวงการวิชาการ” อันเป็นพื้นที่ที่ลัทธิล่าอาณานิคมและความเป็นอาณานิคมยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้ ↩︎
  7. เฟมินิสม์มีหลากหลายรูปแบบซึ่งตอบรับกับแนวทางการทำความเข้าใจและการสร้างแนวความคิดที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น เฟมินิสม์สายวัตถุนิยมซึ่งเป็นกระแสใหม่ ที่ที่นักวิชาการ เช่น Rosi Braidotti และ Karen Barad ต่อยอดจากเฟมินิสม์ของ Donna Haraway และ N. Katherine Hayles และคนอื่นๆ ในขณะที่ยังศึกษามิติด้านวัตถุของเพศสภาพในระบบการได้มาซึ่งความรู้ (ญาณวิทยา – epistemology) และระบบกายภาพ ถึงแม้ว่า บทสนทนาเรื่องนี้จะอยู่นอกเหนือจากขอบเขตการวิจัยของเราในปัจจุบัน เราต้องการทิ้งประเด็นนี้ไว้เพื่อเป็นประเด็นให้อ้างอิงเพิ่มเติมได้ ↩︎
  8. เพื่อเป็นการอภิปรายเพิ่มเติม Teo S. Marasigan แนะนำบทของ Wendy Brown ใน Democracy in What State? โดย Agamben, G., และคณะ (2011) ตีพิมพ์โดย Columbia University Press หรือหนังสืออีกเล่มของเธอ Undoing the Demos: Neoliberalism’s Stealth Revolution ตีพิมพ์ในปี 2015 โดย Zone Books ↩︎
  9. บทสนทนาของเราในเรื่องการมีตัวแทน ได้ศึกษาจากการรื้อสร้างการมีตัวแทนทางการเมืองของ Spivak ในรูปแบบของการวาดภาพเหมือน (อ้างถึงใน Landry and MacLean, 1996) ↩︎
  10. มีงานเขียนจำนวนมากขยายความประเด็นนี้ สำหรับการอภิปรายเบื้องต้น สามารถอ่านได้ใน Beer (2017) ↩︎
  11. สามารถอ่านบทแนะนำที่ดีว่าด้วยเรื่องตำแหน่งแห่งที่ อัตวิสัย และการสะท้อนคิดพิจารณา โดย St Louis and Barton (2002) ได้ที่ https://www.qualitative-research.net/index.php/fqs/article/view/832/1808 ↩︎
  12. ความเป็นกลางหรือวัตถุวิสัยนั้นได้อยู่ใกล้ชิดกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา (De Bruyn, 2004, น. 135) สถิติจึงมีความเกี่ยวข้องกับปรัชญาปฏิฐานนิยม (positivist philosophy) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 (Hacking, 1990, น. 78) และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้อมูลเชิงตัวเลขก็มีอำนาจมาโดยตลอด (McClure, 1999, น. Part III) ↩︎
  13. งานวิจัยเชิงคุณภาพนั้นฝังรากอยู่กับทฤษฎีตรรกศาสตร์และเซ็ต ฉะนั้นจึง (หากไม่สามารถเห็นได้ชัดอยู่แล้ว) ใช้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์เท่าๆ กันกับงานวิจัยเชิงปริมาณ (Goertz and Mahoney, 2012, น. 2) ↩︎
  14. เขตแดนของประเทศ—และเขตแดนของรัฐชาติ–ไม่เพียงพอที่จะให้วิเคราะห์ โดยเฉพาะเมื่อเขตแดนเหล่านี้อาจไม่สามารถยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาภายในเขตแดนนั้นได้ ผลที่ได้จึงเป็นความเป็นอาณานิคมภายในประเทศเมียนมา (Than, 2021) หรือเป็นการสร้าง “ผู้ย้ายถิ่นแบบไม่ปกติ” ผ่านเขตแดนแบบอาณานิคมของประเทศ ระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ (Somiah, 2021) เป็นต้น ↩︎
  15. James C. Scott อาศัยข้อคิดเห็นของชาวบ้านจากหมู่บ้านที่ไม่เปิดเผยชื่อแห่งหนึ่งใน Kedah ที่ที่เขาได้ทำงานภาคสนาม โดยชาวบ้านทั้งหลายนั้นได้ให้ “คำวิจารณ์ การแก้ไขงาน และข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ อย่างรู้จริง” ซึ่งสำคัญยิ่ง (Scott, 1985, น. xix) ↩︎

To stay updated on the latest New Naratif stories and events, sign up for our weekly newsletter:

Be part of the regional solidarity.

We are strongest when we work together. Collective action and care must be at the heart of our community. Thus, power and resources should be distributed rather than centralised, and exercised collectively rather than directed from the top down.

Bookmark (0)
ClosePlease login

Related Articles

สื่อในมิติทางเพศ: ข้อค้นพบจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน