สื่อในมิติทางเพศ: ข้อค้นพบจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน


บทนำ

ใครกันคือคนทำข่าว?

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มไปด้วยรูปแบบสื่อ แพลตฟอร์มสื่อ และข้อห้ามต่างๆที่หลากหลาย คำถามนี้จึงไม่สามารถตอบได้โดยง่าย จากวิธีการวิจัยในงานชุดที่ 4 ชิ้นที่ 1 เราได้สัมภาษณ์เชิงลึกและสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้างเพื่อหาว่าประเด็นหลักของเสรีภาพสื่อ ในประสบการณ์เชิงมิติทางเพศและมิติชายขอบเป็นอย่างไร เพื่อเข้าใจการทำข่าวในฐานะสเปกตรัมของประสบการณ์ทำงานและชีวิตให้มากขึ้น จากทั้งผู้อ่านข่าว นักข่าว บรรณาธิการ และผู้ผลิต ในเมื่อเพศ (gender) เป็น “กรอบขั้นแรกที่เราใช้โดยไม่รู้ตัวเพื่อทำความเข้าใจคนอีกคนขณะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย” (Fisk & Ridgeway, 2018, น. 158) จึงเป็นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องจัดหาที่ทางให้กับประสบการณ์ของคนทำข่าวที่มีเพศสภาพและเพศวิถีชายชอบ

ด้วยความตั้งใจนี้ เราได้คุยกับผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมด 11 คน โดยมี 8 คน จากมาเลเซีย 2 คนจากสิงคโปร์ และ 1 คนจากบรูไน เพื่อเข้าใจระบบนิเวศการทำข่าวมากขึ้น ผู้เข้าร่วมเกือบทุกคนเป็นเพศหญิง มีหนึ่งคนเป็นเควียร์ (queer) และทำงานในระดับที่แตกต่างกันในสำนักข่าว ตั้งแต่ระดับกองบรรณาธิการ การบริหาร จนถึงผู้รายงานข่าวภาคสนาม

ในหลายๆ แง่ เรามีข้อจำกัดด้านจำนวนของบุคคลที่พร้อมสนทนากับเรา ผลลัพธ์ของบทสนทนากลุ่ม (focus group discussion จากนี้ไปจะใช้คำย่อว่า FGD) สองครั้งที่เราคุยกับชุมชนที่คอยตรวจทานงานวิจัยของเรา ชี้ให้เห็นว่าการวิเคราะห์บางอย่างยังมีข้อบกพร่องและมีข้อสังเกตอื่นๆ ที่สำคัญอยู่ ฉะนั้นแล้ว ในงานวิจัยฉบับนี้ เราจะระบุว่าข้อความหรือข้อสังเกตที่สำคัญ มาจากผู้เข้าร่วม (เช่น N5) หรือผู้ร่วมบทสนทนากลุ่ม (เช่น FGD1)

สำหรับนักวิชาการอย่าง van Dijk ข่าวสามารถถูกนิยามเฉพาะได้ว่าเป็น “ประเภทของตัวบทหรือวาทกรรมที่ถูกแสดง ถูกใช้ และสามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ ในสื่อประเภทข่าวหรือผู้ส่งข้อมูลสาธารณะ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ (1988, น. 4) เราตั้งใจเลือกรับสมัครผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้ทำงานเฉพาะในด้าน “ข่าวหนัก” (hard news) อย่างเดียวเท่านั้น เช่น คนที่ทำงานในพื้นที่อย่างโต๊ะข่าวเฉพาะเรื่อง (เช่น N10) คอลัมน์ผู้หญิง (งานของ N7 ช่วงหนึ่ง) หรือในงานข่าวสารคดี (เช่น N9) ลักษณะงานทั้งหมดนี้สามารถนับได้ว่าเป็นข่าวชายขอบ เมื่อเทียบกับการทำข่าวประเด็นการเมืองและประเด็นข่าวทันเหตุการณ์

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมบางคนก็มองตัวเองว่าเป็นคนทำงานข่าว ในขณะที่คนอื่นไม่ได้มองตัวเองเช่นนั้น ตลอดการทำงานเราเห็นปัญหาว่า ในบริบทมาเลเซีย นักข่าวถูกนิยามอย่างเคร่งครัดอย่างไรบ้าง เช่น ในขณะที่สหภาพนักข่าวแห่งชาติของมาเลเซีย (National Union of Journalists of Malaysia – NUJM) เป็นตัวแทนผู้ปฏิบัติงานสื่อในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสำนักข่าวต่างๆ ในมาเลเซียตะวันตก แต่ก็ยังกีดกันคนที่ทำงานในสำนักข่าวออนไลน์ (N7) ฉะนั้นแล้ว เราหวังว่าเราจะได้สร้างตัวแทนที่มีความครอบคลุมมากขึ้นในการทำข่าวระดับภูมิภาค มากกว่าที่เข้าใจกันในทางการ

บริบทที่เกี่ยวข้อง

เราเลือกที่จะเปรียบเทียบประเทศต่อไปนี้เนื่องด้วยความคล้ายคลึงทางด้านวัฒนธรรม (เช่น ภาษาพูด ศาสนา กลุ่มชาติพันธุ์) และสิ่งที่ตกทอดมาหลังยุคอาณานิคมสหราชอาณาจักร (เช่น ระบบกฎหมาย ความเป็นรัฐที่แบ่งตามเชื้อชาติ) ถึงแม้กลุ่มประเทศเหล่านี้มักจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพค่อนข้างสูง แต่มาเลเซียก็ยังต้องประสบการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลอยู่หลังการพ่ายแพ้ของ Barisan Nasional (BN) ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ปี 2018 (Lopez, 2022) การปราบปรามสิทธิเสรีภาพมักเกิดขึ้นโดยสอดแทรกอยู่ในการปฏิบัติโดยทั่วไป มากกว่าที่จะใช้วิธีรุนแรงเปิดเผย และสื่อมวลชนเองก็อาจนับได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจนำ (hegemony) ของระบอบเหล่านั้นด้วยเช่นกัน (Randhawa, 2022; Heryanto & Mandal, 2003) ในสิงคโปร์และมาเลเซีย อำนาจนิยมและพัฒนาการทางเศรษฐกิจดำรงอยู่ควบคู่กัน โดยมีรากมาจากสงครามเย็น (Watson, 2021) ในขณะที่กรณีเดียวกันที่บรูไนกลับเกิดขึ้นน้อยกว่า

ทิศทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวนำไปสู่มรดกเชิงโครงสร้างในลักษณะกดทับ โดยไม่ได้หมายถึงแค่การควบคุมสื่อแบบอำนาจนิยมอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการแบ่งแยกเชื้อชาติ (racialization) ซึ่งนำไปสู่นโยบายด้านภาษาและชุมชนที่แบ่งแยกกันตามภาษาที่ใช้ ในบริบทเช่นนี้ ภาษาอังกฤษมักถูกเชิดชูว่าเป็นภาษาที่ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” – ตัวอย่างเช่นที่สิงคโปร์ ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง – แต่การวางกรอบเช่นนี้ละเลยปัจจัยทางชนชั้นและปัจจัยอื่นๆ ไป (F. Lee, 2021) ในประเทศมาเลเซีย ถึงแม้ภาครัฐมักหลีกเลี่ยงที่จะชี้ขาดว่าใช้ภาษาเดียวหรือหลายภาษา (Tan, 2021) แต่ก็ไม่ได้หักล้างการมุ่งเป้าสนับสนุนสื่อภาษามาเลย์ของรัฐ บรูไนเองก็มีความขัดแย้งที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าวาทกรรมในภาษาอังกฤษยังคงเป็นกลไกสื่อสารที่สำคัญ และความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษยังผูกพันกับชนชั้นก็ตาม (N14)

บ่อยครั้ง วาทกรรมในประเด็นทางเพศมักผูกอยู่กับภาษา ตัวอย่างเช่น องค์กรอิสระ (NGOs) ในมาเลเซียทำงานเพื่อจัดการอบรมเรื่องการคุกคามทางเพศให้ผู้ปฏิบัติงานสื่อ ตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถแปลวาทกรรมเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศได้อย่างครบใจความ (FGD1) ด้าน N14 เห็นว่า พื้นที่ให้อภิปรายเรื่องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเด็นขัดแย้งอย่างมาก กำลังขยายตัวมากขึ้นที่บรูไน และ N9 เล็งเห็นความสำเร็จของขบวนการทางสังคมในมาเลเซีย เช่น กระแสต่อต้านการคุกคามทางเพศ “#metoo” แต่คำถามว่าการสนทนาเหล่านี้เกิดขึ้นในหลากหลายภาษาจริงหรือไม่ เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบต่อไป

ถึงแม้ “รัฐชาติ” จะดูเหมือนเป็นจุดตั้งต้นการวิเคราะห์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ยังมีความยืดหยุ่นอย่างมากในพื้นที่เหล่านั้น เช่น หากอิงตามประวัติศาสตร์ หนังสือพิมพ์มองผู้อ่านในแง่ภาษาและความสนใจ ไม่ใช่ในแง่รัฐชาติ

ยกตัวอย่างเช่นหนังสือพิมพ์ภาษาจีน ซึ่งสื่อสารกับนักอ่านภาษาจีนทั่วภูมิภาคและถูกแจกจ่ายไปหลายที่ ทั้งย่างกุ้ง เมดาน อิโปห์ และสิงคโปร์ (Chen, 1967) ความยืดหยุ่นระดับนี้ยังเกิดขึ้นอยู่ ดังที่เห็นว่าในบรูไน ยังคงมีหนังสือพิมพ์มาเลเซีย ซึ่งรวมถึงสื่อภาษาจีนอยู่ (N14) ในขณะที่หนังสือพิมพ์ Strait Times ของสิงคโปร์เคยเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ Borneo Bulletin จากบรูไนในอดีตด้วย (Lent, 1984, น. 31) ประเด็นนี้ก็มีตัวแปรภายในที่สำคัญๆ หลายประการ โดยเฉพาะที่มาเลเซีย

การรวมศูนย์สื่อเฉพาะรอบๆ พื้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ อาจส่งผลให้เสียงจาก “ตามแนวรอบ”​ ได้พื้นที่สื่อค่อนข้างจำกัด ฉะนั้นแล้วเราได้มองหาคนทำข่าวที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิภาคแนวชายขอบที่นอกเหนือไปจากเมืองหลวง ด้วยวิธีนี้ เราจึงได้เรียนรู้ว่าวงการการทำข่าวสะบาฮัน (Sabahan) มีความหลากหลาย ระหว่างความสัมพันธ์ของสื่อที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาจีนที่นั่น (N5) จากการคำนึงถึงสิ่งนี้ เราถึงจะสามารถวางบริบทของความท้าทายที่นักข่าวในภูมิภาคต้องพบเจอ และเสนอหนทางไปต่อได้

ข้อค้นพบ

เรายอมรับว่าการวิเคราะห์ครั้งนี้มีข้อจำกัดอยู่บ้าง กล่าวคือ เน้นที่มาเลเซียเป็นศูนย์กลาง และเราต้องพึ่งพิงคนทำข่าวที่ทำงานในวาทกรรมภาษาอังกฤษอย่างมาก เราได้พยายามรวบรวมบริบทเฉพาะประเทศและบริบทที่นอกเหนือไปจากข้อมูลเฉพาะหน้าอย่างเดียว จนนำไปสู่การค้นพบประเด็นหลักสามประการต่อไปนี้

แนวปฏิบัติ

ข้อห้าม

แรงกดดัน


ประเด็นที่ 1 : แนวปฏิบัติ

สถาบัน

ในเบื้องต้น เราเสนอว่าสถาบันสื่อสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท จากบทสนทนากับ N11 

  1. “สื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล หรือสื่อของรัฐ” ซึ่งรวมถึงสื่อที่มีพรรคการเมืองเป็นเจ้าของ (บางส่วน)
  2. สื่อเอกชน (ซึ่งมีผลประโยชน์ของเอกชนเป็นที่ตั้ง)
  3. สื่ออิสระ (การแบ่งประเภทแบบนี้อิงตามมาเลเซีย เนื่องจากมีความหลากหลายของผู้มีบทบาทสื่อที่ไม่ใช่รัฐ)

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว ประเภทเหล่านี้มีความทับซ้อนกันบ้าง เช่น กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Media Prima ไม่สามารถถูกจัดประเภทแน่ชัดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ และแรงกดดันจากภาคเอกชนเองก็ส่งผลในระดับรัฐ เนื่องจากการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนของรัฐนั้นมักอยู่ในระดับต่ำ ทำให้หลายคนลาออกไปทำงานที่ได้เงินเดือนสูงกว่า การสูญเสียทักษะและความรู้ที่ตามมาขององค์กรทำให้เกิดช่องโหว่ในระดับการทำงานระดับกลาง และส่งผลตามมาให้เกิดแรงกดดันและความขัดแย้งกันในที่ทำงาน (FGD1)

การเข้าใจสถาบันต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจประสบการณ์ชีวิตภายในสถาบันเหล่านั้นได้ ซึ่งเราเสนอว่ามันถูกกำหนดผ่านโครงสร้างองค์กรและโครงสร้างความเป็นเจ้าของมาตั้งแต่แรก ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบตามมาเรื่องการเป็นตัวแทน (representation) ในทั้งสองทาง โดยเฉพาะในเรื่องเพศสภาพและเพศวิถี กล่าวคือ (1) บุคคลที่เป็นชายขอบถูกนำเสนอในองค์กรอย่างไร และ (2) การนำเสนอภาพแทนสื่อที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพ ลองพิจารณาว่าการขับเคลื่อนสื่อมาเลเซียให้บอยคอทนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น จะพบอุปสรรคจากปัจจัยด้านใดบ้าง:

  1. กลุ่มการเมืองที่เป็นเจ้าของสื่อ ซึ่งอาจทำให้การคุกคามเช่นนี้เป็นที่ยอมรับแบบกลายๆ
  2. การรักษาความลับภายใน และ
  3. การที่นักข่าวหญิงพบว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะเปิดเผยข้อมูลออกมา (FGD2)

สื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐมีแนวโน้มที่จะโทษนักข่าวในข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนักข่าวผู้นั้นก็เหมือนโดนบังคับกลายๆ ให้ลาออกหรือขอโทษต่อสาธารณะ (FGD1)  สำหรับ N7 ความเป็นราชการในหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นที่ทำงานเก่า (และมีพรรคการเมืองเป็นเจ้าของบางส่วน) กลับกลายเป็นความแข็งแกร่ง เพราะการทำข่าวดำเนินไปเป็นระบบราวกับ “เข็มนาฬิกา” และพนักงานระดับล่างได้รับการคุ้มครองจากการกระทำต่างๆ จากเบื้องบน (N7)1  ในขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานสื่อเอกชนหรือสื่ออิสระเองก็สามารถพึ่งพาบริษัทว่าจะคอยยืนอยู่ข้างพวกเขาในกรณีที่ปล่อยงานในประเด็น “อ่อนไหว” ออกมา อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง (FGD1)

แม้แต่ในระดับรัฐมาเลเซีย ผู้ปฏิบัติงานสื่อก็ยังคงมีพื้นที่ให้ธำรงความเป็นตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการรักษาความอิสระหรือการควบคุมเนื้อหาที่สำนักข่าวของรัฐ Bernama (N11) หรือการทำงานฟรีแลนซ์และมีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวเควียร์ไปด้วย แม้จะมีความเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันในระดับทางการก็ตาม ระหว่างที่รายงานข่าวที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์มาเลเซีย (Radio Televisyen Malaysia – RTM) ซึ่งเป็นสถาบันที่เผยแพร่ข่าวสารของรัฐ (N12) ด้าน N9 ก็ได้ประโยชน์จากความน่าเชื่อถือจากการเคยเป็นส่วนหนึ่งของ “สถาบันที่ได้รับความเคารพนับถือ” กล่าวคือ สำนักข่าวที่มีความเกี่ยวโยงกับพรรคการเมือง

ถึงแม้ว่าการตัดสินใจทำข่าวของบรูไนจะเกิดขึ้นในการบริหารระดับสูงและได้รับอิทธิพลจากการคาดคะเนผลทางการเมือง เจ้าหน้าที่ในระดับล่างอย่าง N14 ยังคงสามารถรายงานข่าวในประเด็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ถึงแม้ว่าการริเริ่มเช่นนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินก็ตาม

ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขขององค์กรอิสระแต่ละที่ก็แตกต่างกันออกไป N8 เป็นชาวสิงคโปร์ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศในระดับบริหารของสำนักข่าวนานาชาติแห่งหนึ่ง เธอเน้นว่าเธอมีประสบการณ์ทำงานที่ยืดหยุ่น และมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง (autonomy) ในฐานะผู้รายงานข่าวภายในองค์กรแห่งนี้ ซึ่งทำให้เธอได้เลื่อนขั้นไประดับสูงตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม งานของเธอทำให้เธอต้องพึ่งพิงทีมงานในพื้นที่และนักข่าวรับจ้างท้องถิ่น (สตริงเกอร์) ตลอดทั้งภูมิภาค ที่มีกำแพงภาษาสำหรับการรวบรวมเรื่องราวและเล่าเรื่องจนทำให้เกิดการพึ่งพิงคนกลางจำนวนหนึ่ง

สำหรับ N7 ซึ่งต่อมาได้ร่วมงานกับศูนย์ข่าวแห่งหนึ่งในมาเลเซีย การถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยตรงจากฝ่ายบริหารและแรงกดดันจากบริษัทเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การลาออกในที่สุด ในขณะเดียวกัน วารสารในระดับท้องถิ่นของ N6 แรกเริ่มเดิมทีแล้วเกิดมาเพื่อเผยแพร่ข้อค้นพบต่างๆ จากบริษัทแม่ แต่นิตยสารนี้ก็มีอำนาจบรรณาธิการในตัวเองที่จะทำงานในประเด็นหลากหลาย เช่น ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศจากมุมมองแบบก้าวหน้า แต่ “[บ]างครั้งเราก็ถูกคาดหวังให้เลือกข้างบางอย่าง” และถ้ามีบทความบางบทความปล่อยออกมา “ก็มีการข่มขู่ว่าจะถอนเงินสนับสนุน อะไรประมาณนั้น”

จากหลักฐานเชิงคำบอกเล่าที่ได้จากการสัมภาษณ์ของเรา เราได้เห็นภาพมิติทางเพศของลักษณะประชากรภายในดังต่อไปนี้ สัดส่วนพนักงานชาย-หญิงดูเหมือนจะเท่าเทียมกัน (N4, N5) ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ของ N6 มีวัฒนธรรมบรรณาธิการเพศหญิงที่เข้มแข็ง ขณะที่ N10 ถึงกับเสนอว่าไม่มีจำเป็นเชิงโครงสร้างองค์กรใดๆ ที่จะต้องจ้างพนักงานหญิงเพิ่ม เนื่องจากมีสัดส่วนที่สูง ซึ่งรวมถึงตำแหน่งที่มีอำนาจ2 ด้วยอยู่แล้ว

N13 กล่าวว่า ช่องโทรทัศน์ในสิงคโปร์เคยมีสัดส่วนพนักงานและผู้นำสำนักข่าวหญิงที่สูงมากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหนังสือพิมพ์  และสัดส่วนคนทำข่าวหญิงก็ถูกคาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นอีก เมื่อพิจารณาจากประชากรนักเรียน (N13) ส่วนที่บรูไน N14 เห็นว่ามีจำนวนผู้สมัครหญิงมากขึ้นในตำแหน่งนักข่าวขั้นต้น

เมื่อมองประเด็นบุคคลที่เป็นเควียร์โดยเฉพาะแล้ว N12 ทำงานที่ RTM ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ซึ่งมีความอนุรักษ์นิยมมากกว่า และเป็นช่วงเวลาที่การเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผยจากฝ่ายบริหารนั้นยิ่งทวีคูณในช่วงการระบาดของโรค HIV-AIDS ที่มีการรายงานเรื่อง “การกวาดล้างเกย์และคนรักเพศเดียวกัน” เป็นครั้งคราว เนื่องจากเธอเปิดเผยรสนิยมทางเพศและการเคลื่อนไหวภายนอกองค์กรของเธอเพื่อต่อสู้ให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในชุมชน – ที่ตอนนั้นมีแค่เกย์เพศชาย เลสเบี้ยน และไบเซ็กชวล – งานของเธอในสื่อของรัฐจึงมีถ้อยความที่มุ่งทำลายระบบเดิมซ่อนอยู่

ในอีกแง่หนึ่ง ผู้ปฏิบัติงานสื่อที่เป็นเควียร์ในการทำข่าวที่มาเลเซียนั้นมักจะไม่ออกหน้า N5 เสนอว่าเควียร์ส่วนใหญ่ยังไม่เปิดเผยตัว แม้ว่าผู้เข้าร่วมบางคน (N9 และ N10) ก็เห็นว่าเพื่อนร่วมงานมีรสนิยมทางเพศที่หลากหลาย ส่วน N10 เสนอว่าวงการศิลปะและวัฒนธรรมในวงกว้างนั้นอนุญาตให้ได้เป็นตัวเองมากกว่าที่ทำงานของเธอ อย่างไรก็ตาม เพื่อนร่วมงานที่เป็นโฮโมเซ็กชวลหรือไบเซ็กชวลก็เปิดตัวออกมาและมีพื้นที่ให้ดำรงอยู่ได้ (tolerated) ตราบใดที่ไม่มีใครร้องเรียนคนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่ให้ดำรงอยู่ได้นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมรับ (FGD2)3 ด้าน N8 พบเห็นเพื่อนร่วมงานเป็นนอนไบนารีในองค์กรของเธอที่สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ แต่ไม่เจอในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากดูเผินๆ แล้ว ดูเหมือนว่าการมีส่วนร่วมของเพศหญิงในการทำข่าวจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ไม่ใช่สำหรับคนที่เป็นเควียร์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องราวที่สมบูรณ์

ผู้เข้าร่วมวิจัยหลายคนเสนอว่ายิ่งมีความหลากหลายมากขึ้นเท่าไร รวมถึงในตำแหน่งระดับสูง จะมีผลในแง่ดีต่อคนทำข่าวเพศหญิงทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความพยายามให้ได้ความเท่าเทียมนี้กลับถูกลดทอนให้เหลือแค่คำเฉพาะเชิงตัวเลขอย่างเดียว โดยไม่ได้คำถึงนึงต้นตอของการกีดกัน (FGD2)

“[ค]นหลายคนนิยามความสำเร็จหรือนิยามผู้นำที่ดีตามลักษณะนิสัยที่ถูกมองว่าเป็นเพศชายตามขนบ” N10 อธิบาย

เนื่องจากนักข่าวหญิงอาจรับเอาค่านิยมแบบเพศชายมาเพื่อใช้ไต่ลำดับชั้น (Randhawa, 2022)4 พนักงานหญิงระดับสูงบางคนจึงยังยืนยันให้พนักงานระดับล่างต้องเผชิญหรือผ่านสภาพการทำงานที่เอารัดเอาเปรียบเหมือนตัวเอง (FGD1) เรื่องนี้ยิ่งกระจ่างมากขึ้น เมื่อเราพิจารณาคำบอกเล่าของ N13 เกี่ยวกับเหตุผลที่เธอสงสัยว่าทำไมที่ทำงานของเธอจึงเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การนำของผู้หญิง

อีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบคือผู้หญิงที่เป็นแม่และทำงานควบคู่ไปด้วย ที่ทำงานของ N9 นั้นต้องปรับให้ยืดหยุ่นเพื่อตอบรับความจำเป็นของเธอ และการเป็นแม่นั้นหมายความว่าต้องเสียสละโอกาสอื่นๆ ในหน้าที่การงานไปด้วย ขณะที่นักข่าวสตริงเกอร์ของ N8 บอกเธอว่า “[เธอ] เป็นต้นแบบให้อย่างไรบ้าง เพราะในวงการข่าวไม่มีผู้หญิงจำนวนมากนักที่ยังคงทำงานต่อหลังจากแต่งงานและมีลูกแล้ว”

ความจำเป็นในชีวิตของแม่ที่แต่งงานหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว (ที่อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคู่สมรส) นั้นแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุผลว่าเป็นเรื่องยากที่จะหาพี่เลี้ยงหรือสถานรับเลี้ยงเด็กนอกเวลาทำการปกติ ปัญหานี้ยิ่งเพิ่มขึ้นในกรณีเวรการทำงานที่ไม่ปกติหรือโครงสร้างต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย (เช่น ไม่มีพื้นที่ให้เลี้ยงเด็กหรือพื้นที่ให้นม) (FGD1) ถึงแม้ว่าเพื่อนร่วมงานที่เข้าอกเข้าใจก็พยายามที่จะบรรเทาความรับผิดชอบบางประการที่หนักหนาเป็นพิเศษให้ก็ตาม แต่วงจรงานข่าวโดยธรรมชาตินั้นเป็นโทษต่อคนที่มีหน้าที่ต้องดูแลผู้อื่น

“คุณต้องเตรียมพร้อมที่จะทิ้งทุกอย่างไปและออกไปทำงานนานๆ รับกะนานๆ ทำงานในวันหยุด หรือทำทั้งหมดนั้น” (N13)

ตำแหน่งบรรณาธิการ ซึ่งมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า และเป็นตำแหน่งที่บรรดาแม่ไม่สามารถตอบรับได้ หากยังต้องการรักษาความสมดุลของชีวิตและการงานอยู่ ตำแหน่งนี้จึงไม่สามารถทำได้เลย (N14) ฉะนั้นแล้ว การที่แม่ที่ทำงานไปด้วยจะขาดโอกาสการทำงานจึงกลายเป็นเรื่องปกติ และนโยบายที่ก้าวหน้าก็ไม่สามารถปฏิบัติจนสำเร็จได้จริง การอภิปรายประเด็นนี้ มักไม่ค่อยมีการพูดคุยถึงบทบาทของผู้เป็นพ่อ หรือความเป็นพ่อต้องได้รับความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นอย่างไร เนื่องจากหน้าที่การดูแลเอาใจใส่ถูกทำให้เป็นเรื่องของเพศหญิงไปแล้ว และผูกติดกับกรอบเพศตามขนบ (FGD2)

เมื่อเป็นเรื่องการหาว่า การกีดกันเชิงมิติทางเพศ นั้นแสดงออกอย่างไรในบริบทมาเลเซีย ผู้เข้าร่วมวิจัยบางคนปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เคยถูกคุกคามหรือกีดกัน (N5, N6, N7) ถึงแม้ว่า N6 จะพูดว่าในที่ทำงานของเธอเองก็มี “ความชอบ” บางอย่าง การไม่มีประสบการณ์ตรงทำให้ผู้ตรวจทานงานของเรานั้นประหลาดใจ เนื่องจากพวกเขารู้จักเหยื่อเป็นการส่วนตัวและคาดหวังว่าในวงกว้างจะมีคนยอมรับ (FGD1) นี่แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ก็มีสเปกตรัมอยู่ อาจไม่มีการยอมรับ (หรือแม้แต่มองเห็น) การถูกคุกคามโดยตรง แต่ยังมีการกีดกันอยู่ ผ่านการยังคงให้อภิสิทธิ์และทำให้มุมมองและคุณค่าแบบเพศชายเป็นความปกติ (FGD2) คนอื่นๆ อาจรับหลักการคุณค่าแบบ “ชายกระแสหลัก” (malestream) และ/หรือไม่เต็มใจวิจารณ์ที่ทำงานด้วยหลายเหตุผล (FGD1)

สำหรับเหตุการณ์การกีดกันที่เกิดขึ้นจริงๆ นั้นเกิดในงานของ N11 เธอเจอคำวิจารณ์อ้อมๆ ที่ Bernama และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติทางเพศ แทนที่จะถูกตำหนิโดยตรงจากการให้พื้นที่ผู้ร่วมรายการบางคน เธอกลับโดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งกายแทน ในขณะเดียวกัน เพื่อนร่วมงานเควียร์ของเธอก็เป็นพยานว่ามีการใช้ภาพจำต่อเควียร์ เช่น การที่เพื่อนร่วมงานลอกเลียนอากัปกิริยาการพูด (FGD1)

เมื่อกลับไปย้อนคิดประสบการณ์เหล่านี้ของเพื่อนร่วมงานของเธอ N10 เล่าถึงนโยบายตรวจตราภาพร่างกาย/การนำเสนอผู้หญิงของกระทรวงกิจการภายใน (Ministry of Home Affairs) กรณีผู้ชายล่วงละเมิดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะไม่เข้าข่ายถึงขั้นเป็นการคุกคามทางเพศ และมีหลายครั้งที่นักข่าวหญิงถูกเพื่อนร่วมงานทั้งชายหญิงบอกให้ “ใช้ร่างกาย” เพื่อไต่เต้าความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ประสบการณ์ของ N4 ช่วยให้เรื่องนี้กระจ่างแจ้งขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้พบเจอการกีดกันโดยตรงก็ตาม แต่เธอยังคง

… ระมัดระวังตัวอย่างมากในขณะที่ทำงาน เพราะว่าฉันได้ยินเรื่องราวมาเยอะ และมันก็เกิดขึ้นกับ … เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของฉัน … คนบางคนถูกคุกคามทางกาย … ไม่ใช่แค่ผ่านคำพูด สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับฉัน แต่ฉันก็รู้ว่ามันเกิดขึ้นบ่อย ฉันคิดว่าพวกเขารู้ว่าใคร … นักข่าวคนไหนที่พวกเขาเล็งไว้เป็นพิเศษ … เช่น เด็กฝึกงาน

ตรรกะภายใต้สิ่งนี้คือ การต่อสู้กับการกีดกันนั้นดำเนินไปใน ระดับปัจเจก เช่น คนทำงานต้องดูแลตัวเอง หรือไม่ก็อาศัยคนตำแหน่งสูงกว่าคอยปกป้อง (N4, N5) ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ตามมาคือนอกจากจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบันแล้ว องค์กรข่าวหลายองค์กรก็ยังคงทำให้การคุกคามเหล่านั้นดำเนินต่อไปด้วย เช่น ใช้นักข่าวสาวเพื่อ “เข้าใกล้” แหล่งข้อมูลบางคน (FGD1)

น่าสนใจว่า ไม่มีการพูดคุยเรื่องนโยบายเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับผู้หญิงหรือเรื่องเพศ ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่ แต่ต่อให้มีอยู่จริง ก็อาจจะไม่ได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี N4 เสนอว่าฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคลควรมีนโยบายหลักในประเด็นนี้ เมื่อมองว่า พลวัตนี้ส่งผลอย่างไรกับนักข่าวหญิงที่ทำงานทางการเมือง ที่อาจพบเจอการคุกคามทางเพศทางวาจาจากนักการเมืองหรือผู้ปฏิบัติงานการเมืองรากหญ้า – การรายงานเรื่องนี้กับตำรวจก็ไม่ได้ผล และแต่ละบุคคลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทรัพยากรเพื่อหลีกเลี่ยงการคุกคามนี้ (FGD2) เมื่อมองรวมๆ กันแล้ว เราเสนอว่าในระดับประจำวัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานหญิงจะต้องคอยเฝ้าระวังว่าการคุกคามเหล่านี้มักเกิดจากภายในที่ทำงาน ในขณะที่เพศชายมักเผชิญการข่มขู่จากภายนอกมากกว่า เนื่องจากพวกเขาต้องทำงานในประเด็นที่ขัดแย้งกว่าตามที่ได้รับมอบหมายให้เขียน จากที่พบในรายงานชิ้นก่อนหน้านี้ของเรา

พลวัตนี้เสริมด้วยวัฒนธรรมการปิดปากหรือการเป็นตำรวจตรวจตราเรื่องเพศว่า ผู้หญิงสามารถพูดอะไรได้และไม่สามารถพูดอะไรได้บ้าง โปรดิวเซอร์ของ N11 เคยเชิญทนายความหญิงมีชื่อคนหนึ่งมาพูดที่ Bernama สิ่งที่ตามมาคือ ทนายคนดังกล่าวต้องเจอการโจมตีด้วยคำพูดเกลียดชัง (hate speech) รวมไปถึง “การขู่ฆ่าและขู่ข่มขืนอย่างน่ารังเกียจ” ซึ่งเริ่มจากพนักงานระดับกลางคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการให้พื้นที่แหล่งข่าวคนดังกล่าว N7 เห็นว่า ถ้า “คุณอยากออกมาพูดเรื่องการคุกคามทางเพศ … คุณต้องระมัดระวังมากว่าคุณอยากจะพูดอะไรออกไป” ประเด็นนี้ยังน่ากังวลเรื่องการทำให้ชื่อเสียงเสียหายหรือการที่พนักงานที่รับมือประเด็นนี้ไม่มีความอ่อนไหวมากพอ จึงทำให้ภาระตกอยู่กับเหยื่ออย่างไม่ยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือ การที่นักข่าวหญิงต้องหาวิธีต่างๆ ให้ตนปลอดภัยในการทำงาน ถูกมองว่าเป็น “เรื่องปกติ” ไปแล้ว

ข่าวในฐานะวาทกรรม

สำหรับคนทำข่าวในสภาพแวดล้อมตามอุดมคติแล้ว “สถานการณ์โครงสร้างที่ยากลำบาก” อาจแก้ไขด้วยการใช้ “ตัวบทที่ยึดถือตามเจตนาของผู้เขียน” (Panneerselvan, 2017) กล่าวคือ การเล่าเรื่องที่เป็นผลให้เรื่องราวของข่าวสอดคล้องกับจริยธรรมข่าว วาทกรรมเช่นนี้มีลักษณะเฉพาะในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งมีธรรมเนียมวิชาชีพวารสารศาสตร์ที่แข็งแกร่ง การพยายามตอบโจทย์อุดมคติบางอย่างยังมีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ตาม แม้จะต้องย้ำเตือนไว้ว่า อุดมคติเหล่านี้—รวมถึงความเป็นกลาง—ปรากฏขึ้นในศตวรรษที่แล้วเท่านั้น (Besbris & Petre, 2020)

ถึงแม้ว่าสื่ออิสระในท้องถิ่นก่อนหน้านี้จะมีเพียงไม่กี่เจ้าก็ตาม เช่น “Malayan Spring” ที่มีอายุสั้น แต่ก็เป็นที่ตระหนักโดยทั่วกันว่า ต้องมีหลักจริยธรรมที่คอยหาความสมดุลของผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน (N6) หรือต้องตอบโจทย์อุดมคติของ “ฐานันดรที่สี่”  (N11, N14) N13 ผู้ซึ่งเคยทำงานสอนหนังสือ ยืนยันว่าต้องส่งต่อธรรมเนียมวารสารศาสตร์แก่เพื่อนร่วมงานใหม่ๆ – โดยเฉพาะความจำเป็นในด้านความแม่นยำ มีความรับผิดชอบ และสามารถรับผิดได้ ขณะที่ N7 สามารถยึดตามคุณค่าระบบการทำข่าวที่เก่ากว่านั้น (งานข่าวที่ไม่ใช่ดิจิตัล) ถึงแม้ว่าจะมีองค์ประกอบที่มีปัญหาอยู่บ้าง เช่น ข่าวเชิงใส่สีตีไข่ (sensationalism)

เมื่อมองเรื่องตัวบทและสิ่งที่สัมผัสได้ (text and texture) การนำเสนอ “ข้อเท็จจริงและตัวเลข ข้อผิดพลาดในการพิมพ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ คุณลักษณะที่เหมาะสม และความแม่นยำ” ต้องถูกพิจารณาร่วมกับว่าทำไม “[ง]านเขียนบางชิ้นเหมือนเต้นรำได้ แต่บางชิ้นกลับกระโดดโหยงเหยงไปมา” (Panneerselvan, 2017) บางคนสนใจเรื่อง “การมองหาความสำคัญในเรื่องทั่วไป” (N4) ในขณะที่คนอื่นถูกบอกว่าให้ลด “การเขียนแบบสำบัดสำนวน” (flowery writing) เพราะชอบตัวบทที่ “ตรงตามข้อเท็จจริงและตรงไปตรงมา” มากกว่า (N5) นักข่าวบางคนก็ทำทีท่าว่ารับรู้ตัวเอง มีความก้าวหน้า และมีความเยาว์วัย (N10) การเล่าเรื่องและการทำข่าวนั้นโยงใยกันและกัน “บางครั้ง [การทำข่าว] ก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณล้วนๆ” (N13) สำหรับ N8 เธอเชื่อมโยง “ความเห็นของผู้อ่านต่อเรื่องราวที่พวกเขาชอบจริงๆ” และตั้งเป้าหมายว่า

… จะพยายามทำให้ผู้อ่านทั่วโลกรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราว … ฉันจึงพยายามมองหา “บุคลิกลักษณะ” คนที่มีเรื่องราวที่แข็งแกร่ง สามารถบอกเล่าเรื่องที่คนทั้งโลกรู้สึกร่วมไปได้ (N8)

คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครกันที่เป็นผู้อ่าน – ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ (ตัวเอง) ตามที่จะพูดถึงในภายหลัง N4 ถูกถามถึงโดยเฉพาะในงานกิจกรรมเครือข่ายว่าทำไมข้อเสนอข่าวของเธอถึงเชื่อมโยงกับผู้อ่านชาวอังกฤษ ในขณะที่สำนักข่าวของ N14 ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยแรงผลักดันจากการเคลื่อนไหวของเยาวชน บางคนก็รับรู้ว่าตัวเองกำลังเขียนงานเพื่อใคร (N5, N6) ในขณะที่ N9 ทำได้แค่อนุมาน เนื่องจากเธอทำงานเป็นภาษาอังกฤษ (N9) ในขณะที่ Bernama มีข้อมูลประชากรและเวลาการเข้าชมที่ครอบคลุมครบถ้วน (N11) ข้อมูลโทรทัศน์สิงคโปร์ของ N13 ยังไม่ชัดเจน นอกจากข้อมูลยอดความนิยมแล้ว ข้อมูลเชิงคุณภาพว่าผู้ชมมีปฏิกิริยาอย่างไรนั้นมีอยู่น้อยมาก

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในประเด็นนี้คือ ยังคงมีการถกเถียงในประเด็นวัตถุวิสัยและอัตวิสัยอยู่ แต่แทนที่จะมาถกเถียงกันว่า วัตถุวิสัย เป็นไปได้จริงหรือไม่ – เราขอยืนยันว่าเรื่องนั้นมันยากที่จะชี้ขาด – มันคงมีประโยชน์มากกว่าหากพิจารณาคำกล่าวอ้างของวัตถุวิสัยแทน5 ใครกันที่ประสบความสำเร็จในการอ้างว่ามองแบบวัตถุวิสัย แล้วสิ่งนี้ไปเพิ่มระดับความไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและความน่าเชื่อถือที่ควรจะมีของพวกเขาอย่างไร?

ในกรณีของ N13 การอ้างวัตถุวิสัยนั้นจำเป็น เนื่องจากที่ทำงานของเธอนั้นถูกมองว่าเป็น “กระบอกเสียง” ของรัฐบาลสิงคโปร์ และงานนี้สามารถส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในโลก6 ว่าจะเป็นไปอย่างไรโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะเดียวกันที่มาเลเซีย สื่อมวลชนถูกมองในฐานะการผูกขาดโดยรัฐมาเลเซียมาเป็นเวลายาวนาน ดังนั้นการยึดถือความเป็นกลางจึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล (Wong, 2013) จริงๆ แล้ว เงินสนับสนุนหนังสือพิมพ์ของ N10 ส่วนสำคัญๆ ก็มาจากพรรคการเมือง ในช่วงการเลือกตั้งเอง ก็ยังคงมีสัดส่วนของประเด็นการรายงานข่าวที่แบ่งไปให้พรรคการเมืองบางพรรคอยู่

N12 ยืนยันการรายงานข่าวเข้าข้างพรรคหนึ่งของ RTM จากประสบการณ์ทำงานของเธอที่นั่น อุดมคตินี้กลายเป็นดาบสองคม เมื่อมองว่ามีข่าวปลอมเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน N9 ต้องเผชิญความท้าทายในการ “คิดว่าจะทำข่าวในอีกแง่มุมหนึ่งได้อย่างไร … เนื่องจากฉันไม่ต้องการให้ความเห็นแง่เดียว แต่ก็ยังไม่ต้องการให้คุณค่ากับบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะไม่จริงด้วย”7

นอกจากนั้นยังมีการผลักดันจากอีกทิศทางตรงกันข้าม จากมุมมองบรรณาธิการ วารสารของ N6 มีสมมติฐานว่าบางพรรคการเมืองไม่สามารถให้ข้อคิดเห็นที่มีความหมายได้จึงตัดมุมมองตรงนี้ออก ฉะนั้นแล้ว วิธีการทำความเข้าใจที่หลากหลายเป็นลักษณะของบริบทสื่อในมาเลเซีย ซึ่งเสนอว่า คำอ้างวัตถุวิสัยนั้นถูกใช้และถูกให้คุณค่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง (FGD1)

ถ้าเราอนุญาตให้คนทำข่าวโอบรับการเล่าเรื่องแบบอัตวิสัยมากขึ้น – ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลือกข้าง – เมื่อเช่นนั้นความเป็นไปได้ที่จะให้พื้นที่มุมมองชายขอบก็จะเพิ่มขึ้น

พื้นที่ของ N5 เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พื้นที่ข่าวตามขนบและมีความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องราวท้องถิ่น ซึ่งรวมมุมมองมิติทางเพศด้วย ในสำนักข่าวก่อนหน้านี้ของเธอ ความสำคัญของการเลือกนายกเทศมนตรีเพศหญิงคนหนึ่งถูกมองข้ามไป ในมุมมองชายขอบอื่นๆ ซึ่งรวมถึงความเป็นชนพื้นเมือง เช่นในการรายงานข่าวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครั้งหนึ่ง N4 เล่าว่าการรายงานข่าวของตะวันตกมักมองข้ามมุมมองของผู้มีส่วนร่วมตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนพื้นเมืองหรือคนท้องถิ่นที่เธอตั้งใจให้พื้นที่พวกเขา ในขณะที่นักข่าวสตริงเกอร์ต้องทำงานในพื้นที่หลายอย่างมาก และพวกเขาอาจ “เป็นเจ้าของเรื่องบางอย่างในการกำหนดทิศทางของเรื่องเล่า” (N8)

การรายงานข่าวขององค์กรสื่อนานาชาติมีแนวโน้มที่จะนำเสนอแหล่งข้อมูล (ภาษาอังกฤษ) อย่างจำกัดหรือขาดการยึดโยงกับบริบท N4 จึงให้พื้นที่เสียงของแม่บ้านและชนพื้นเมืองชายขอบให้เข้าถึงพื้นที่ของเพศหญิง แต่ขณะเดียวกัน ก็มีความคาดหวังให้เธอสามารถ “พูดจาหวานหู” กับแหล่งข่าวเพศชายเช่นกัน

โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งสื่อกลางซับซ้อนมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ตัวตนที่แตกต่างกันได้แสดงออกมามากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่หน้าที่งานของ N12 มีเพียงแค่การอ่านข่าว เธอก็ยังคงใช้อำนาจในตัวเองด้วยการแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ ปรับเปลี่ยนลำดับชิ้นข่าว และวิธีการอ่าน ฉะนั้นจึงส่งสารการตีความอันละเอียดละอ่อน สำหรับการอธิบายงานสารคดีภาพและเสียงของเธอ N9 อธิบายว่าผู้ที่ถูกถ่ายทำใช้อำนาจของตัวเองอย่างไรในการเลือกแสดง ซึ่งทำให้เกิดสมดุลของความสัมพันธ์ของเธอและพวกเขา

… ไม่ว่าจะอย่างไรมันก็จะมีความโน้มเอียงหรือเกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้น แค่ผ่านสิ่งที่คุณถ่ายหรือสิ่งที่คุณไม่ได้ถ่าย คุณได้แค่บางส่วนของเรื่องราวเท่านั้น [ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดย] ให้ผู้เข้าร่วมรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ว่าเป้าหมายของเรื่องราวคืออะไร แล้วดูว่าพวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไรกับสิ่งนั้น และพวกเขาเห็นด้วยกับมันหรือไม่ – N9

ความสามารถที่จะถ่ายทอดมุมมองเช่นนั้นได้ก็เจออุปสรรคแง่ลบในวงกว้างด้านอื่นๆ ในระดับวาทกรรมการทำข่าว ตามที่การพูดคุยเรื่องแนวปฏิบัติในมาเลเซียชี้ให้เห็น ตัวอย่างเช่น การรายงานข่าวมิติทางเพศนั้นไม่มีการเชื่อมโยงกับบริบทและบทความข่าวก็มักเป็นการทำงานตามสูตร เช่น ต้องมีแหล่งข่าวอย่างต่ำสามคนต่อหนึ่งบทความ หรือไม่ก็อาศัยข้อมูลมาจากส่วนกลาง (เช่น รัฐมนตรีกระทรวง) แทนที่จะเป็นคนจากแนวรอบ (เช่น ข้าราชการ) บางครั้ง เมื่อมองว่าสำนักข่าวมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ข่าวที่เผยแพร่ไม่สร้างปัญหาให้แก่สำนักข่าว สำนักข่าวมักเปิดเผยรายละเอียดของแหล่งข่าวที่นำไปสู่อันตราย — น่าย้อนแย้งว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking) ยังไม่ค่อยแพร่หลาย (FGD1) สำหรับชุมชนชายขอบอย่างโอรังอัซลี (Orang Asli) นักข่าวไม่ค่อยเชื่อมโยงกับบริบทหรือติดตามชุมชนต่อ แม้ว่าการไม่สามารถทำเช่นนั้นได้มักจะเป็นเพราะการขาดทรัพยากรก็ตาม (FGD1)

เมื่อมองการนำเสนอภาพแทนสื่อในมิติทางเพศอย่างใกล้ชิดมากขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นชายขอบเมื่อเปรียบเทียบกับการพูดคุยในประเด็นอื่นๆ เช่น การเมือง (FGD1) วารสารของ N6 สนใจประเด็นที่ “ปลอดภัยมากกว่า” อย่างเช่น ความ(ไม่)เท่าเทียมทางเพศ แต่บางครั้งก็มีชิ้นงานแนวก้าวหน้า ว่าด้วย “เพศสภาพ เพศวิถี ความเท่าเทียม [และ] ชุมชนชายขอบ” โดยไม่ขึ้นกับการควบคุมของผู้สนับสนุนภายนอก สำหรับ N7 การได้รับมอบหมายให้ทำงานใน “คอลัมน์ผู้หญิง” ไม่ได้หมายความว่าจะทำแค่การเขียนบทความ “แคบๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ [แต่] ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้อ่าน” โดยนักเขียนนั้นมีอำนาจในตัวเองอยู่บ้าง เช่น สามารถเขียน “ประเด็นที่สำคัญเร่งด่วนจริงๆ ได้ เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิง” ถ้าแหล่งข่าวยินยอมที่จะให้ข้อมูล

ความเสี่ยงสำหรับชุมชนเควียร์และภาพแทนนั้นสำคัญมากในจุดนี้ ในแพลตฟอร์มชุมชนของ N5 มีการเผยแพร่เรื่องราวของคนที่เป็นทรานส์เจนเดอร์ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยพบเจอ “ความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังหรือต้องการทำร้ายจิตใจ” ความเป็นจริงที่ว่าเธอ “เตรียมรับมือ” ปฏิกิริยาอย่างนั้นทำให้เห็นว่าทัศนคติแบบอนุรักษ์นิยมถูกทำให้เป็นเรื่องปกติอย่างไร ถึงแม้ว่าการกีดกันในทางปฏิบัติแล้วมักจะเป็นไปอย่างละเอียดอ่อนก็ตาม ชาวมาเลเซียที่ “มีอคติ” หรือเกลียดชังเควียร์ในพื้นที่ออนไลน์ อาจเป็นคนสุภาพในพื้นที่นอกโลกออนไลน์ก็เป็นได้ (N5) ในเบื้องหลังการทำงาน ผู้รายงานข่าวอาจเปิดเผยความไม่สะดวกใจเมื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับเควียร์จากฐานความคิดทางศาสนาเช่นกัน (FGD2)

การที่สื่อพากันเงียบต่อกรณีตำรวจที่มุ่งเป้าจับกุมเควียร์ ด้วยเหตุผลเรื่อง “ความอ่อนไหว” ทำให้ความสำคัญของเรื่องนี้ถูกลดทอนลงไป (FGD2) เราอาจศึกษาเรื่องนี้ได้จากสิงคโปร์ กรณีการถอดถอนกฎหมายอาญามาตรา 377A ของสิงคโปร์ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้การรักเพศเดียวกันมีโทษทางอาญา N8 แสดงความเห็นว่ามันจำเป็นที่จะต้องเขียนบทสนทนา “เรื่องราวที่รู้สึกได้ จากหลายๆ เสียงว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” ถึงแม้ว่าจะพูดคุยในประเด็น “ผิดกฎหมาย” ในทางทฤษฎี “แต่การหา [แหล่งข้อมูล] มาพูดเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาตอบรับ และทุกคนก็ยินดีให้บันทึกไว้ได้ … หลายๆ คนเข้าใจว่าการที่ใช้สื่อต่อสู้เพื่อเป้าหมาย8 ของพวกเขามันสำคัญอย่างไร” (N8)

โดยสรุปแล้ว มันจำเป็นมากที่เราจะต้องสนใจภาพแทนของสื่ออย่างใกล้ชิดและสนใจว่าความละเอียดละอ่อนนั้นถูกเล่าและทำให้เป็นกระแสหลักได้อย่างไร ด้วยความสนใจในแนวปฏิบัติทั้งสองอย่างนี้ในระดับองค์กรและในระดับวาทกรรม มุมมองมิติทางเพศที่กว้างกว่านั้นก็จะเผยตัวออกมา

ประเด็นที่ 2 : ข้อห้าม

บทสนทนาของเราแตะประเด็นข้อห้ามหลายอย่าง เช่น ความจำเป็นของการทำงานในพื้นที่อำนาจนิยมและการต้องรู้ทางหนีทีไล่ระเบียบทั้งหลายและโครงสร้างกฎหมาย ถึงแม้ว่าการอภิปรายเรื่องนี้ไม่ได้มีมิติทางเพศที่ชัดเจน เราเห็นความจำเป็นว่าต้องเชื่อมโยงบริบทของประเด็นที่ผู้เข้าร่วมการวิจัยของเราเผชิญ ซึ่งรวมถึงความท้าทายที่เจอในขบวนการเคลื่อนไหวด้วย

การรายงานข่าวเรื่องการเลือกตั้งนั้นมีการควบคุมจากรัฐอย่างสูงทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์ (N12, N13) การที่มาเลเซียให้ความสำคัญกับกฎหมายด้านประชากรอย่างมากในบางครั้งก็ทำให้คนทำข่าวถูกกีดกันด้วยสถานะที่ไม่ใช่ประชากรของพวกเขา (N9, N11) ประสบการณ์ชีวิตและเสรีภาพสื่อต่างก็ถูกจำกัดในสองระดับด้วยกัน ได้แก่ (1) กรอบข้อบังคับและกฎหมาย (2) การคุ้มครองจากตัวสำนักข่าวที่ไม่ค่อยเข้มแข็งมากนัก (FGD1)

อุดมคติ “ราชาธิปไตยอิสลามมลายู” (Melayu Islam Beraja) ของบรูไนและการเชื่อมโยงระบบกษัตริย์และรัฐทำให้เกิดการควบคุมจากบนลงล่างที่เข้มงวด (Sinaga, 2022)9 และส่งผลให้บริษัทสื่อสามารถถูกสั่งปิดได้ภายในระยะเวลาหลักชั่วโมง (FGD1) N14 เห็นว่ามีการกีดกันนักข่าวหญิงชาวบรูไนออกในสองระดับด้วยกัน (1) ระดับบุคคล ที่ซึ่งการเมืองและรัฐบาลยังเป็นเรื่องของ “ชมรมหนุ่มสูงอายุ” และ (2) ระดับสถาบัน ที่ซึ่งการเข้าถึงอำนาจศาสนานั้นไม่สามารถทำได้เลย ในสิงคโปร์เอง มีการสังเกตเห็นสิ่งที่ขาดหายไปสามอย่างด้วยกัน ได้แก่ (1) สหภาพที่เป็นอิสระ (2) กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพข้อมูลข่าวสาร และ (3) ธรรมเนียมการทำข่าวเชิงสอบสวน (FGD2)

การเปลี่ยนผ่านของพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party – PAP) ไปสู่ระบอบอำนาจนิยมที่แข่งขันในสนามเลือกตั้ง ดูเหมือนจะส่งเสริมให้เกิดพื้นที่เห็นต่างมากขึ้น (Ortmann, 2019, น. 173), แต่การผูกขาดอุตสาหกรรมสื่อในมือกองทุนสื่อ SPH10 และ Mediacorp แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เห็นต่างยังเป็นเรื่องห่างไกล การบังคับในรูปต่างๆ ได้สร้าง “ระบบของการเซ็นเซอร์ตัวเอง [ที่] เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์แบบเป็นศัตรูกันที่กระตุ้นให้ใช้กฎหมายปราบปราม” (George, 2017, น. 119) พระราชบัญญัติหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ (NPPA) ในปี 1974 ว่าด้วยการแบ่งความเป็นเจ้าของในสองระดับ ได้ผูกธุรกิจเข้ากับความเห็นชอบของกลุ่มการเมือง จึงทำให้เกิดกลไกหลักสำหรับกำกับดูแลสื่อ (FGD2)

ว่าด้วยการเซ็นเซอร์ การเซ็นเซอร์ที่แทรกซึมไปยังทุกมิติยังคงเป็นภาพที่ปรากฎชัดเจน หากจะยกตัวอย่างแล้ว N7 อธิบายว่าเสรีภาพสื่อของมาเลเซียโดยพื้นฐานนั้นโยงอยู่กับข้อจำกัดว่า “คุณรายงานข้อมูล แต่คุณไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึก” กลไกการเลือกตั้งแสนสะอาดสะอ้านของสิงคโปร์นั้นถูกผนวกเข้ากับพื้นที่เสรีภาพการแสดงออกที่น้อยลง ระหว่างกระบวนการแยกขาดจากประชาธิปไตย (Ding & Slater, 2021) เมื่อเปรียบเทียบบ้านของเธอกับการทำงานระยะสั้นที่ประเทศจีน N8 พบว่าที่สิงคโปร์นั้นคนไม่เต็มใจที่จะพูดอะไรออกมามากกว่าที่จีน “จนน่าประหลาดใจ” ในขณะเดียวกัน ประเด็นที่เป็นเรื่องต้องห้ามในบรูไนอย่างชัดเจน – นั่นคือบรรดาพระราชวงศ์ – ได้ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนมุ่งไปทางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อมแทน (N14)11 NGO เองสามารถต่อสู้เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้เหยื่อความรุนแรงในครอบครัวและเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามเหมือนสมัยก่อนแล้ว (N14) ในอีกแง่หนึ่ง กฎหมายอย่างเช่นพระราชบัญญัติความมั่นคงภายใน – ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในภูมิภาค – ยังคงใช้ปราบปรามอยู่ ในขณะเดียวกัน นักข่าวก็ยังคงเซ็นเซอร์ตัวเองต่อไป แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้สื่อของรัฐก็ตาม

Fong Siao Yuong (2022) ได้เขียนงานเกี่ยวกับการผลิตรายงานโทรทัศน์ที่สิงคโปร์ โดยเธอเสนอว่า ผู้ชมที่จินตนาการขึ้นมานั้นเป็นหัวใจหลักของการเซ็นเซอร์ตัวเอง โดยเฉพาะว่าคำวิจารณ์สามารถมาจากทุกทิศทาง หากข้อสังเกตของเธอมีมูลจริง ก็แสดงว่าการทำข่าวในบริบทอำนาจนิยมเป็นกระบวนการที่ใช้ “ปัจเจก” สูงมาก กล่าวคือ ระบอบอนุญาตหรือบังคับให้มีการตัดสินใจอย่างรอบคอบจากผู้ปฏิบัติงาน เมื่อพิจารณาว่า N13 นั้นเป็นผู้รับผิดชอบการให้เหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจ สำหรับการออกอากาศ การผลิต และการวางตารางโปรแกรมโทรทัศน์และมุมต่างๆ แล้ว “คุณไม่ทำมันไปด้วยเป้าประสงค์ร้ายหรือทำไปโดยไม่คิด” และการที่เธอได้ทำงานโดยไม่ถูกแทรกแซง ยกเว้นในกรณีใหญ่ๆ เช่นการเลือกตั้ง ในทางปฏิบัติแล้ว ผู้มีอำนาจ

… ค่อนข้างปล่อยเราทำงานของเราทำไปในแต่ละวัน แต่เมื่อมีเรื่องสำคัญๆ ก็จะมีคำสั่งแบบชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้ง นโยบายขนาดใหญ่ หรืออะไรแนวนั้น (N13)

การคอยจับตาสอดส่องอย่างเข้มข้นเคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่มาเลเซีย แน่นอนว่า การปราบปรามและการควบคุมขั้นสูงสุดพบได้ตามองค์กรอย่าง RTM และ Bernama การทำงานในสำนักงานใหญ่ของ RTM ทำให้ N12 ได้สังเกตเห็นวิธีการนำเสนอข้อมูลจากฝั่งรัฐบาลแบบมี “ธง” ไว้ก่อนอยู่แล้วในหลากหลายขั้นตอน กระทั่งการวางลำดับขั้นการเสนอข่าว ถึงแม้ว่าจะมีข่าวลือว่า มีการตรวจสอบและจับตาผู้อ่านข่าวอย่างละเอียด แรงกดดันนี้ต่อสื่อยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทางอ้อมมากกว่า เช่น การเชิญไปร่วม “ทานข้าว” กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง (N12) การเลือกตั้งถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ แต่ในสถานการณ์นั้นก็ตาม สถานีโทรทัศน์ที่เต็มไปด้วย “ชายหนุ่มสูงอายุ” ก็ไม่ได้ “เห็นด้วยกับรัฐบาล” อย่างชัดเจนเสียทีเดียว (N12)

ช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปตั้งแต่ปี 1998 จนถึงยุค 2010 ไม่ได้เป็นเรื่องของ “การทำให้สื่อมีอิสระมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” แต่เป็นเรื่องของการ “โต้กลับและเอาคืนจากกลุ่มอำนาจนำ” (Tapsell, 2013, น. 1) อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องตลกร้ายทางประวัติศาสตร์บ้างเหมือนกันที่รัฐบาล BN ซึ่งมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ว่าคอยปราบปรามเสรีภาพสื่อ (Wong, 2013) ในที่สุดก็เริ่มให้โอกาสสำหรับการให้พื้นที่มุมมองทางการเมืองที่หลากหลายในช่วงปลายของรัฐบาล (N11)

ทั้งนี้ Randhawa (2022) เสนอว่า ต่อให้งานวิพากษ์วิจารณ์จากภายในสถาบันสื่อสามารถเปิดโปงความอยุติธรรมได้ ระบอบอำนาจนำก็ยังสามารถรักษาที่ทางของตนไว้ได้ ถ้าหากรัฐบาลรับมือประเด็นเหล่านี้ได้สำเร็จ ในขณะที่ทำงานกับ Bernama N11 ได้รับอนุญาตให้นำเสนอมุมมองในหลายๆ ด้าน “[การพูดถึง]ประเด็นที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ในสังคม ความยุติธรรมในสังคม ไม่เป็นปัญหาสำหรับเราเลย”12 อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลสายปฏิรูป Pakatan Harapan ขึ้นสู่อำนาจในปี 2018 กลับนำไปสู่การควบคุมการทำงานมากขึ้น N11 จึงเลือกที่จะลาออก หากกล่าวโดยสรุปแล้ว แม้สื่ออิสระและสื่อเอกชนจะมีเสรีภาพมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงระบอบทำให้มีการควบคุมสถาบันของรัฐมากขึ้น สอดคล้องกับผลสรุปของงานศึกษาบางส่วนเกี่ยวกับการเมืองมาเลเซียหลังการเลือกตั้ง (IFJ and SEAJU, 2019)

… จู่ๆ โปรดิวเซอร์และบรรณาธิการไม่เพียงแค่เรียกดูรายชื่อแขกและประเด็นที่จะนำเสนอเท่านั้น แต่ยังตรวจสอบเนื้อหารายการทุกรายการที่ฉันผลิตและอ่านข่าว … กลไกการควบคุมสื่อจากภาครัฐกลับมีอำนาจเต็มตัวและเริ่มบีบบังคับมากขึ้น โดยเฉพาะในการเผยแพร่ข่าวของรัฐเป็นภาษาอังกฤษ … (N11)13

เราเสนอว่าในบริบทของมาเลเซีย สื่อของรัฐนั้นถูกควบคุมและจับตาอยู่ ถึงแม้ว่าระดับของการควบคุมเหล่านั้นจะแตกต่างกันออกไปบ้างก็ตาม และอาจพบเจอกันในหลายแบบออกไป อย่างเช่นในที่ทำงานของ N10 แม้จะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง  ผู้นำองค์กรหลายคนก็ยังถูกเจ้าหน้าที่กระทรวงกิจการภายใน (MoHA) เรียกไปสอบสวน  ในปัจจุบัน กระทรวงนี้ยังผูกขาดการให้อนุญาตการตีพิมพ์เผยแพร่สื่อ และหากสื่อใดเผยแพร่บทความที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เจ้าหน้าที่สามารถ “ควบคุมตัวหรือยึดสิ่งของ หรือสามารถเพิกถอนใบอนุญาต [ประจำปี] ของเราได้” (N10)

พนักงานระดับสูง เช่นคนที่มาจากตำแหน่งบรรณาธิการขึ้นไป จะต้องพบกับภาระการถูกเพ่งเล็งหรือสอบสวนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบการเผยแพร่ข่าวในขั้นสุดท้าย เทียบกับนักข่าวระดับล่าง ที่มักถูกมองว่าก็แค่ทำงานของตัวเองตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น (N10) ในที่ทำงานเก่าของ N7 ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ก็เจอประสบการณ์ที่คล้ายๆ กัน  ถึงแม้ว่า ทางการจะตั้งคำถามกับนักข่าวระดับล่างที่ทำงานเชิงสืบสวนสอบสวน ผู้อาวุโสระดับสูงก็ยังคอยยืนเคียงข้างพวกเขาอยู่ดี

ในแง่นี้ ความเป็นลำดับขั้นตอนของราชการอาจทำให้เกิดการปกป้องคุ้มครองต่อคนทำงานสื่อโดยไม่ได้เจตนา (N7) แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวเนื่องด้วย ท้ายสุดแล้ว Randhawa ก็เสนอด้วยว่า มีการตรวจตราภายในเกิดขึ้นในระดับล่างของการทำข่าว แม้แต่ในหมวดที่ไม่ได้เป็นข่าวหลักก็ตาม (เช่น ในคอลัมน์ของผู้หญิง) แต่เราขอเสนอในส่วนนี้ว่าการตรวจตราที่เกิดขึ้นภายนอกนั้น จับตาและเพ่งเล็งผู้ปฏิบัติงานสื่อระดับสูงมากกว่า

ในกรณีอื่นๆ ที่รัฐคงไว้ซึ่งอิทธิพลเป็นช่วงๆ (หรือบางครั้งอาจจะทุกวัน) จะเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นฐานหรือผู้อพยพ อย่างในกรณีของ N9 ที่มีคู่ชีวิตเป็นชาวมาเลเซีย แต่เธอก็ยังเจออุปสรรคทางราชการเกี่ยวกับการต่ออายุวีซ่าของเธอ ซึ่งรวมถึงการที่เธอจำเป็นต้อง “ได้รับอนุญาตจากสามี ฉันต้องบอกรัฐบาลทุกครั้งที่ฉันอยากเปลี่ยนงาน และรัฐบาลก็ต้องอนุญาตให้ฉันทำงานนั้นๆ” บวกกับวีซ่าของเธอที่มีระยะเวลาสั้น ฉะนั้นแล้ว การทำงานในสำนักข่าวที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ N8 ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากรัฐบาลในภูมิภาค เธอยังเน้นย้ำว่าเธอมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในงานข่าวของเธอ โดยเฉพาะในกรณีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยและความอ่อนไหวต่อประเด็นทุจริตในสิงคโปร์ แต่ในขณะที่ความล่าช้าทางระบบราชการเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเธอในไทย อย่างน้อยก็ก่อนการเลือกตั้งปี 2023 เมื่อเทียบกันแล้ว มาเลเซียและสิงคโปร์ก็เปิดกว้างต่อนักข่าวมากกว่า (N8)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงประสบการณ์ตรงต่อการเซ็นเซอร์ ชาวมาเลเซียโดยทั่วไปมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์น้อยมาก ซึ่งไม่ได้หมายความการเซ็นเซอร์นั้นไม่มีอยู่ แต่อาจเป็นเพราะมันไม่ถูกมองว่าเป็นการเซ็นเซอร์ เพราะการเซ็นเซอร์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแยบยลเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น N10 กล่าวว่า MoHA แทบไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธอเลย จะมีก็แค่เจ้าหน้าที่กระทรวงเข้าเยี่ยมที่ทำงานของเธอบ้าง แต่การคอยระวังเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่คอยกันไม่ให้องค์กรของเธอล้ำเส้นนี้ แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ตาม N9 ผู้ที่เคยทำงานที่หนังสือพิมพ์แห่งเดียวกัน เห็นว่าโครงการของเพื่อนร่วมงานบางโครงการที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาโดยผู้บริหารระดับสูงนั้นจะได้รับการเผยแพร่หลังจากเกิดการโต้เถียงกันอย่างเข้มข้นเท่านั้น แต่ผู้บริหารระดับสูงจะยังเป็นผู้ผลิตร่วมและควบคุมภาพและเสียงในระดับหนึ่งอยู่ดี

บางครั้งการควบคุมสื่ออาจมีลักษณะเด่นด้วยกรอบที่เลือกสรร มันไม่ใช่เรื่องของผู้ชมที่ถูกบอกว่าต้องคิดอย่างไร แต่มันเป็นเรื่องว่า ต้องคิดเกี่ยวกับอะไร มากกว่า (FGD1) ดูเหมือนว่าผู้ปฏิบัติงานสื่อมักจะถูกนำชี้นำให้ทำแต่ชิ้นงานข่าวดราม่า พร้อมกับแรงกดดันของวิธีการประเมินผลงาน เช่น ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จตามเป้า และคนทำข่าวประเภทนี้ต้องออกค่าใช้จ่ายเองด้วย (แหล่งข้อมูลคนเดียวกัน) นอกจากนี้ การควบคุมข้อมูลยังถูกจำกัดผ่านมุมมองด้านข้อกฎหมาย ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายส่งเสริมเสรีภาพข้อมูลในระดับรัฐ (เช่นที่ Selangor และ Penang) แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายเช่นนั้นในระดับประเทศ ในขณะที่ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายและทางเทคนิคต่อการเข้าถึงอย่างมีนัยสำคัญอยู่14

การเซ็นเซอร์อย่างเปิดเผยเห็นได้ชัดที่ในระดับสูงกว่านั้น N11 สังเกตว่ากลุ่มเคลื่อนไหวอย่างเช่น พี่สาวน้องสาวอิสลาม (Sisters in Islam) ไม่ได้รับอนุญาตให้มีพื้นที่ออกอากาศเลยหลังปี 201815 ส่วนที่สิงคโปร์ N13 นั้นยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามี “การเซ็นเซอร์บางอย่างที่ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ” แต่เธอเชื่อมสิ่งนั้นเข้ากับความเป็นกลางในเชิงความคิด ซึ่งในทางกลับกันก็คือการหลีกเลี่ยงที่จะเลือกข้าง ฉะนั้นแล้ว การเซ็นเซอร์ตัวเองไม่ใช่แค่การตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ยังคงยึดโยงกับคุณค่าและจริยธรรมของแต่ละคนอีกด้วย ดังนั้น มาตรการเชิงปราบปรามหรือบังคับโดยตรง จึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องนี้เท่านั้น

ในทางทฤษฎี ใครก็ตาม ก็สามารถรับชมชิ้นงานข่าวและแสดงความไม่พอใจต่อสื่อได้ ฉะนั้นแล้ว ผู้ชมที่จินตนาการขึ้นมาจึงประกอบไปด้วยผู้บริโภคที่ไม่อาจเห็นได้ ที่รัฐและสื่อต่างก็ต้องพยายามเอาใจ (Fong, 2022) บางครั้งในบริบทของกฎหมายมาตรา 377A นักเคลื่อนไหวสามารถพูดได้โดยไม่มีการลงโทษ เนื่องจากเส้นแบ่งขอบเขตเรื่องที่สามารถพูดได้นั้นถูกเลื่อนไปไกลและมีคนเคยท้าทายมาก่อนหน้านี้แล้ว อำนาจนิยมนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าที่มักคิดกันไว้ อาจเป็นเรื่องระหว่างการกดขี่ครอบงำที่มีอยู่ในกิจวัตรประจำก็เป็นได้ เมื่อมองเพิ่มเติมจากข้อสังเกตของ James Scott

ในบริบทนี้ การ ต่อต้าน อำนาจนิยม ในชีวิตประจำวัน มีลักษณะหน้าเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งสื่อกลางซับซ้อนมากเท่าไร การควบคุมก็ยิ่งมีอยู่หลายชั้นมากขึ้นเท่านั้น โทรทัศน์มักถูกตรวจสอบโดยละเอียดมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งพิมพ์ (N13) ภาพในสื่อย่อมดึงความสนใจได้มากกว่า (N10) และการรายงานสดมักจะออกอากาศล่าช้าเพียงเล็กน้อย เพื่อควบคุมเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน (N12) แต่ความซับซ้อนเหล่านี้ยังหมายถึงวิธีการต่อต้านหลายวิธีกว่า ทั้งสารคดีหรือวิดีโอ คนตัดต่อหรือบรรณาธิการอาจควบคุมเรื่องเล่าหรือมุมมองได้มากกว่า แต่ในทางเทคนิคแล้ว (เช่น ภาพหนึ่งถูกถ่ายมาอย่างไร) การต่อต้านนั้นยังสามารถทำได้ (N9) การเปลี่ยนวิธีการอ่านข่าวเป็น “ไม่ว่าฉันกำลังอ่านอะไรที่ฉันคิดว่ามีเหตุผลหรือไร้สาระก็ตาม… บางครั้งฉันก็จะอ่านในแบบที่มันไม่ควรจะอ่าน ถ้าฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งนั้น” (N12) การทำเช่นนี้ก็เป็นอะไรที่เมื่อทำไปแล้วก็ไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น แต่สำหรับคนที่ตั้งใจรับชมจริงๆ มันก็มีผลในเชิงการต่อต้านอยู่”16

N7 เสนอว่ามีวิธีการหลบหลีกอำนาจของรัฐหลายทางด้วยกัน เช่น การใช้ประโยชน์จากช่องทางทางกฎหมายแม้จะกินเวลา ฉะนั้นแล้ว ถึงแม้ว่ากฎหมายจะถูกขับเคลื่อนไปใช้ปราบปราม (เช่น พระราชบัญญัติหลักฐาน 1950) แต่มันก็ใช้เป็นกันชนสำหรับสื่อมวลชนได้ ที่ทำงานเก่าของ N7 นั้นเปิดรับหัวเรื่องชิ้นข่าวงาน (pitch) อยู่เสมอ แต่ถ้าหากหัวเรื่องใดถูกปฏิเสธ ก็มักจะมาจากกระบวนการปรับมุมมองที่ “คุณสามารถตัดสินใจว่าโต๊ะข่าวที่คุณทำงานให้สามารถคิดนอกกรอบได้หรือไม่ หรือต้องทำงานร่วมกับข้อจำกัดบางอย่าง” (N7)

ประเด็นที่ 3: แรงกดดัน

แรงกดดันทางเศรษฐกิจและแรงกดดันในชีวิตประจำวัน (ซึ่งมักจะถูกมองข้ามบ่อยๆ) มีหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในปัจจุบันที่วิชาชีพสื่อสารมวลชนนั้นต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น?

สำหรับ N7 “สื่อหรือวารสารศาสตร์ อุตสาหกรรมสื่อ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไม่มั่นคงที่สุด ในเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน … สภาพแวดล้อมของวงการนี้ถูกออกแบบมาแบบนั้น” เราสันนิษฐานได้ว่า อำนาจนิยมและทุนนิยมนั้นทำงานสอดคล้องกันไป และเป็นแรงผลักดันให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นภัยแก่คนทำข่าว อาทิ การใช้ข้อกฎหมายข่มขู่ต่อการเสนอข่าวเกี่ยวกับบุคคลบางกลุ่ม (N5) การควบคุมเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน (N6) หรือการยกเลิกชิ้นข่าวบางเรื่อง ตามข้อเรียกร้องของลูกค้า (N7) N7 อธิบายว่าแรงกดดันจากบริษัทนั้นตรงไปตรงมา และก่อ ให้เกิดผลกระทบทันทีมากกว่าแรงกดดันจากรัฐเสียอีก17 ทั้งนี้ ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนเงื่อนไขในความสามารถที่แสดงออกความเป็นตัวเองอย่างอิสระ  แต่แรงกดดันจากภาคเอกชนได้ทำให้หลักการดังกล่าวบิดเบี้ยวไปโดยทันที ก่อนการลาออก ที่ทำงานที่เก่าของ N9 ได้ยุติการทำหน้าที่ในฐานะสำนักข่าวไปแล้วเพื่อที่จะสามารถหารายได้ด้วยการรับงานจากลูกค้า ที่บรูไน N14 พยายามทำให้การทำงานข่าวและงานโฆษณาแยกออกจากกันที่สำนักข่าวของเธอ – ตรงจุดนี้ น่าสังเกตว่าที่อื่นๆ ในภูมิภาคไม่ได้มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนเช่นนี้ทุกที่ (IFJ and SEAJU, 2019) – แต่ก็มีนักลงทุนมาสนใจ ซึ่งเป็นคนที่เธอสงสัยว่าน่าจะมี “วาระทางการเมืองบางอย่าง” เพราะคนเหล่านี้มองว่า “การมีสื่อในมือนั้นถือว่ามีอิทธิพลมาก”

จริงอยู่ว่า โอกาสในการงานย่อมเป็นไปได้ อย่างในกรณีของ N4 ที่ได้ผันตัวไปเป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติ แต่ความสามารถที่จะเลือกทำเช่นนั้นได้ของเธอชี้ให้เห็นความสำคัญของการเก็บสะสมทุนที่ไม่ใช่เงิน เช่น ทุนทางวัฒนธรรม (Bordieu, 1986) การที่มีทุนเช่นนั้นอยู่ทำให้เธอเข้าถึงโอกาสที่ดีกว่าจากต่างประเทศได้ และได้ทักษะความรู้ในการเรียกร้องค่าแรงอย่างเป็นธรรม – ถึงแม้ความสามารถเช่นนี้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง ฉะนั้นแล้ว การเป็นฟรีแลนซ์นั้นสามารถทำได้เฉพาะในกลุ่มคนทำงานสื่อที่ค่อนข้างมีอภิสิทธิ์เมื่อเทียบกับคนทำงานสื่อโดยทั่วไป (FGD1) การเข้าถึงพื้นที่เช่นนี้ ตั้งอยู่บนฐานของชนชั้นของบุคคล รวมทั้งภูมิหลังด้านการศึกษา และการมี “พี่เลี้ยง” ที่ถูกคน

แทนที่จะมองแค่ที่ตัวสถาบันอย่างเดียว เราสามารถตั้งคำถามกับแนวปฏิบัติของการผลิตสื่อในวงกว้างขึ้นได้หรือไม่?

ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับการแสดงตามคุณค่าแบบเพศชาย ซึ่งแนวคิดเช่นนี้มิได้เป็นเรื่องท้าทายสำหรับพนักงานเพศหญิงและนอนไบนารีอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำงานเพศชายด้วยเช่นกัน (N10) การปฏิรูปสิ่งนี้ดูยากที่จะเกิดจากภายใน โดยเฉพาะในระดับปัจเจก เพราะ

“[มี]ความคาดหวังในตัวบุคคลอย่างใหญ่หลวง แล้วคุณก็ต้องทำตามความคาดหวังนั้นแบบไม่คิดอะไรเลย ฉันจึงรู้สึกว่าฉันไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ภายในสำนักข่าว เพราะว่าคุณตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก” (N13)

ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ความเยาว์วัยและการไม่ต้องรับผิดชอบภาระเรื่องอื่นๆ เป็นทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการรักษาวงจรการทำข่าวไว้ (N14) เนื่องจากวาทกรรมด้านวิชาชีพสื่อตอนนี้พูดถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ไว้ตั้งแต่ในช่วงการฝึกสอนนักข่าว แนวโน้มเช่นนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ประเด็นปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอาชีพสื่อฟรีแลนซ์นั้นตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นพิเศษ นักเขียนฟรีแลนซ์ของ N6 หลายคนต้องพึ่งพิงรายได้จากสื่อของเธอ ในขณะที่บทสนทนากับ N8 ชี้ว่าฟรีแลนซ์ในภูมิภาคนั้นประสบกับความเปราะบาง(ทางเศรษฐกิจ)นี้โดยทั่วไป ซึ่งเธอพยายามบรรเทาปัญหานี้นี้ด้วยการการันตีจำนวนวันทำงานขั้นต่ำและสิทธิ์ที่จะรับงานจากสำนักข่าวอื่นไปพร้อมๆ กันได้ แม้แต่องค์กรที่ได้รับการยอมรับกันอย่างมากแล้วของ N4 ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป การที่เธอต้องเขียนงานให้ “ถูกใจ” สื่อบางแห่ง ทำให้เกิดข้อจำกัดสำหรับงานเขียนของเธอ กล่าวคือ การที่เธอต้องเน้นกลุ่มผู้อ่านนานาชาติ ต้องแลกมาด้วยการลดทอนการเล่ามุมมองของคนท้องถิ่น และการนำเสนอความซับซ้อนในประเด็นปัญหาต่างๆ

ที่มาเลเซีย โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง  – N5 กล่าวว่าตนกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ที่ส่งผลกระทบกับการทำงานในแต่ละวัน และความเสี่ยงในการถูกเลย์ออฟ เป็นปัจจัยที่ทำให้เธอลาออกในที่สุด เพื่อนร่วมงานก่อนหน้านี้ของ N7 บางคน ซึ่งรวมถึงคนที่เป็นนักข่าวได้ไม่นาน ก็ถูกเลย์ออฟด้วยเหตุผลการลดค่าใช้จ่าย ในขณะที่ N9 คาดว่าเพื่อนร่วมงานที่เก่าของเธอที่ยังคงอยู่นั้นก็อาจได้รับมอบหมายงานเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนจำนวนพนักงานที่ลดลง แม้จะเป็นรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมก็ตาม N10 สังเกตว่า “ในปัจจุบันนี้มีทีมงานบางทีมที่มีแค่บรรณาธิการ ผู้ช่วยบรรณาธิการ และไม่มีนักเขียนเลยสักคน” ซึ่งตรงกับข้อค้นพบของ Shor และคณะ (2015) คำถามต่อมาคือ คนที่เคยทำงานด้านข่าวที่กำลังมองหางานอื่นหรืออาชีพอื่น มีประสบการณ์อย่างไรบ้าง?

… แล้วอุตสาหกรรมพวกนั้นจะรับฉันเข้าไปทำงานหรือ พวกเขาจะพูดว่า “คุณมีประวัติเป็นสื่อมวลชนมาก่อน ประสบการณ์ทำงานของคุณส่วนใหญ่เป็นงานข่าวหมดเลย คุณจะมีทักษะอะไรให้กับพวกเราได้บ้าง? (N10)

ภายในบริบทการสนทนาประเด็นที่กว้างออกไปนี้ เราเสนอว่าการที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการใช้แรงงานมากขึ้นเชื่อมโยงกับการที่แรงงานเป็นเรื่องเปราะบางและเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ – กล่าวโดยสรุปคือ แรงงานเป็นเพศหญิงมากขึ้นในขณะที่การทำข่าวในระดับภูมิภาคนั้นถูกลดคุณค่าลงไป ตามที่ได้รวบรวมมาจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ Djerf-Pierre (2020) เขียนว่า

[โ]ดยทั่วไปแล้ว ประเด็น[ข่าว]ที่มีสถานะต่ำมักมีผู้หญิงเป็นผู้ปฏิบัติงาน … จำนวนนักข่าวหญิงที่เพิ่งมากขึ้นในหลายประเทศ รวมกับสถานะที่ต่ำ เงินเดือนที่ต่ำ และสภาพการทำงานที่เปราะบางและเสี่ยงสำหรับนักข่าวในบริบทเดียวกัน (น. 153)

เมื่อรวมกับข้อสังเกตนอกภูมิภาค เกี่ยวกับประเด็นที่ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานถูกผนวกเข้ากับการฝึกสอนคนทำงานสื่อมวลชน (Besbris & Petre, 2020; Cohen, 2019) เราจะเห็นว่า การทำข่าวนั้นถูกมองว่ากำลังกลายเป็นงานที่เอารัดเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ลองพิจารณาข้อเท็จจริงดูว่า สถานะสูง-ต่ำในวงการสื่อมักดำรงอยู่ได้ไว้ด้วยการทำให้วิชาชีพบางสาย “ถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลกแยก และด้อยค่าลงไป” (ghettorisation) ในทำนองเดียวกัน ความหลากหลายที่แสดงออกมา อาจจะช่วยดำรงไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำด้วยในเวลาเดียวกันด้วยก็ได้ (Chow, 2022) ตามจริงแล้ว ความหลากหลายทางเพศนั้นไม่ได้แพร่หลายอย่างเท่าเทียมกันในคนทำข่าวด้วยซ้ำ ผู้เข้าร่วมวิจัยชาวมาเลเซียหลายคนเห็นว่าสัดส่วนเพศชายในบางตำแหน่งก็มีสัดส่วนสูงกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่ในระดับสูงกว่าเท่านั้น แต่เป็นเฉพาะฝ่ายด้วย เช่น ฝ่ายการผลิตและช่างภาพ (N4, N5, N9) เมื่อพิจารณาข้อสังเกตนี้แล้ว เราสามารถตั้งสมมติฐานได้ว่าคนทำข่าวเพศชายนั้นอาจครองตำแหน่งที่จ่ายเงินมากกว่า (และมั่นคงในการงานมากกว่า) และทำให้พนักงานเพศหญิงเสียโอกาสไปโดยปริยาย – ถึงแม้ว่าบางคน (เช่น N6, N8, N13) จะสามารถไต่เต้าไปถึงตำแหน่งที่มีอิทธิพลได้ ฉะนั้นแล้วแบบสำรวจในระดับประเทศในเรื่องช่องโหว่การจ่ายค่าแรงระหว่างเพศและลักษณะประชากรในอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วน

เมื่อเรามองเห็นปัญหาของวาทกรรม “การเพิ่มอำนาจแก่ผู้หญิง” (women’s empowerment) ที่พบได้ดาษดื่นทั่วไปในที่ทำงานหลายแห่ง เราจำเป็นต้องพิจารณาการรับรู้ที่เพิ่มขึ้นต่อการคุกคามทางเพศในชีวิตประจำวัน และการต่อสู้กับปัญหานี้ด้วย กลับมาที่ประเด็นขบวนการเคลื่อนไหว #metoo เรายืนยันว่าปัญหาและการกีดกันที่ซุกซ่อนอยู่ในวงกว้าง (ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเพศหรือแรงงาน) อาจจะยังไม่ได้รับการแตะต้องหรือท้าทาย ตัวอย่างเช่น การออกมาพูดเรื่องการคุกคามทางเพศในระดับส่วนตัว มักเป็นเรื่องของการกระทำและการลงโทษตัวปัจเจก ต่อให้การลุกขึ้นมาพูดนั้นจะมีความกล้าหาญและสำคัญมากเพียงใดก็ตาม (Saraswati, 2021)

ทางออกของปัญหานี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้จากระดับสถาบันเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นแล้ว N7 จึงวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการเคลื่อนไหว #metoo โดยเฉพาะความ “ดัดจริต” ของสื่อมวลชนที่ทำตัวเป็นปากกระบอกเสียงประเด็นก้าวหน้า โดยไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง ขบวนการนี้ยังมองข้ามความซับซ้อนอื่นๆ ด้วย ซึ่งสำหรับ N10 แล้ว “[มั]นเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นประเด็นและครอบคลุมไปทั่ว” และการเข้าใจว่าความปลอดภัยไม่ได้เป็นแค่ “เรื่องของผู้หญิง” ฉะนั้นแล้ว เราจำเป็นต้องลองคิดเรื่องปฏิบัติการแบบกลุ่มเพื่อตอบสนองต่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่หลากหลาย (และมีมิติทางเพศ)

การปราบปรามขบวนการแรงงานในมาเลเซียสะท้อนการขาดสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง – ในขณะที่องค์กร NGO อย่าง ศูนย์กลางสื่อมวลชนอิสระ (Center for Independent Journalism – CIJ) เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น แต่เมื่อพิจารณาว่าพวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบหรือการสนับสนุนเชิงโครงสร้างในการทำงาน ก็ย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหมดไฟ (FGD1)18 พนักงานของ Bernama ที่ไม่ได้มีสหภาพภายในองค์กร ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม NUJM อย่างเต็มตัว (N11) เมื่อไม่มีสหภาพหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล แม้แต่คนทำงานที่มีประสบการณ์มายาวนาน ก็จะไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง (N7) คนทำงานที่อายุน้อยกว่านั้นอาจจะส่งเสียงเรื่องสิทธิมากกว่าในบางบริบท (N7) แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะถูกกดขี่ขูดรีดมากกว่า (N10) ความพยายามจากบนลงล่างที่ Bernama ให้จัดสรรสวัสดิการบางส่วนแก่นักข่าวอิสระหรือฟรีแลนซ์ กลับเจอการต่อต้านภายในองค์กร ในขณะที่การเคลื่อนไหวส่วนตัวของ N11 ต้องทำโดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐ (เช่น ผ่านแบบสำรวจการคุกคามทางเพศในวงการสื่อและเงินเดือนสื่อมาเลเซีย) กล่าวโดยสรุป การเคลื่อนไหวแบบเน้นจิตอาสาและการช่วยเหลือตัวเอง (self-help) เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในภูมิทัศน์ที่ต่างคนถูกบีบพื้นที่ให้เล็กลงเช่นนี้19

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

ในการสำรวจประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่มีเพศสภาพและเพศวิถีชายขอบ เราพบว่ามีประเด็นทับซ้อนกันอย่างลึกซึ้ง – เราจึงสนใจประเด็นในวงกว้างตามที่กล่าวไว้ด้านบน เราตั้งข้อสันนิษฐานว่า จากการมีประสบการณ์การทำข่าวจากมุมมองรอบนอก ผู้เข้าร่วมวิจัยของเราจะให้ข้อสังเกตที่มักจะถูกมองข้ามไป เราจึงอยากพิจารณาความเป็นไปได้บางประการ แทนที่จะฟันธงหาบทสรุปอย่างเป็นทางการ

เรารอคอยอะไรกันอยู่?

ในการฝึกฝนผู้ร่วมงานที่อายุน้อยกว่า N13 สังเกตเห็นว่าตัวเธอและนักเรียนของเธอมีช่องว่างระหว่างวัยบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะเรื่องมุมมองต่อคุณค่าของวารสารศาสตร์ แม้ว่าเธอจะยังคงเน้นความสำคัญของวัตถุวิสัยและการรายงานข่าวอย่างมีความรับผิดชอบ แต่กระแสอะไรกันที่กำลังเกิดขึ้น หรือคาดว่าจะเกิดขึ้น? ตามที่คำบอกเล่าต่างๆ ได้แสดงให้เห็น การฝึกฝนคนทำงานสื่อในสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะเป็นการฝึกฝนโดยผู้ปฏิบัติงานมาก่อนหน้านี้ และถึงแม้ว่าสิ่งนี้ทำให้ส่งต่อทักษะที่ใช้ได้จริงต่อไป คุณค่าที่เป็นใหญ่ในสำนักข่าวก็จะยังถูกเน้นย้ำต่อไป ซึ่งรวมถึงขอบเขตสิ่งที่สามารถพูดคุยได้ (out-of-bounds markers) (FGD2) อีกสิ่งที่ควรเน้นย้ำคือการเปิดพื้นที่ให้มีหลายมุมมองมากขึ้น – เช่น ประสบการณ์การเป็นแม่ของ N9 ที่ส่งอิทธิพลให้เธอก้าวข้าม “ประเด็นข่าวตามธรรมเนียมแบบเพศชาย” และทำให้เธอหันมาพิจารณาว่าชนชั้นและชาติพันธุ์แบ่งแยกสื่อและงานทางวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง (N12)

ในขณะเดียวกัน ในบริบทกระแสการทำให้เป็นดิจิตัล (digitalization) ปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กรที่อาจเกิดขึ้นได้ ระบบราชการแบบดั้งเดิมอาจเป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับระบบนิเวศข่าวออนไลน์ เช่น ไม่มีกรอบ “ระยะเวลา” บางอย่างที่ใช้เป็นโครงสร้างของวงจรข่าว (N7) บริษัทสื่อมวลชนอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิตัลได้อย่างราบรื่น และส่งผลให้พนักงานมีภาระมากเกินกว่าจะรับได้ (N6, N10) แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่มีแค่ช่องทางดิจิตัลอย่างเดียว ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอย่างมากได้ หากบริหารจัดการความแข็งแกร่งนั้นในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญได้ดี (N14) วาทกรรมที่ว่า “เทคโนโลยีทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการใช้แรงงานลง” นั้นเป็นการมองแบบตื้นเขินไป เพราะบ่อยครั้ง เทคโนโลยีนี้กลับช่วยให้เกิดการขูดรีดอย่างง่ายดายขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองว่า “การเล่าเรื่อง” และ “การรับเรื่อง” ได้เปลี่ยนไปอย่างไร หลังเกิดแนวปฏิบัติต่างๆ เช่น การคัดสรรและกลั่นกรอง (Guerrini, 2013) และความสำคัญของ ปฏิกิริยาของผู้ใช้งาน ที่มีมากขึ้น (เช่น เจตนาในปฏิสัมพันธ์) ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการตอบสนองต่อหัวข่าวหรือหัวข้อ แทนที่จะดูตัวบทหรือเนื้อหานั้นๆ (Yue et al., 2019, น. 105) หากมองให้ลงลึกกว่านี้ N8 ได้ให้มุมมองถึงความเป็นไปได้ของวาทกรรมใหม่ๆ – เช่น การเล่าเรื่องผ่านภาพและการทดลองกับตัวบททางวัฒนธรรม งานสื่อไม่ได้เป็นเรื่องของการเขียน “บทความมาตรฐาน 1,200 คำ” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการรวบรวมตัวอักษรชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียง และภาพ ในขณะที่ยังคงรักษาหลักการส่วนตัวและขององค์กรไว้ได้ อีกด้านของประเด็นนี้คือ ความสนใจ  ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาธิปไตย (Williams, 2018) เราขอคำถามสำคัญตามที่เคยได้เกริ่นมาแล้วก่อนหน้านี้ กล่าวคือ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบอำนาจนิยมที่เต็มไปด้วยกฎหมายต่อต้าน “ข่าวปลอม” การบิดเบือนข้อมูล (disinformation) และการทำให้พื้นที่ดิจิตัลกลายเป็นอาวุธ เราตั้งคำถามต่อไปนี้:

เรากำลังถูกชี้นำให้คิดถึงเรื่องอะไรบ้างกันแน่ – และในทางกลับกัน เรื่องอะไรบ้างที่เราไม่ค่อยได้สนใจ?

เราจินตนาการถึงอะไรต่อไปนี้?

ในก้าวต่อไป การแก้ปัญหาภาระการเงินของคนทำข่าวและองค์กรของพวกเขาเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง คนทำข่าวบางคนใช้วิธีพึ่งพิงงบสนับสนุนจากภายนอก แต่นักข่าวอิสระหรือฟรีแลนซ์ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ (FGD1) การศึกษาแง่มุมเศรษฐกิจของกลุ่มนักข่าวฟรีแลนซ์ควรได้รับการศึกษามากกว่านี้ เช่น โมเดลธุรกิจนี้จะสามารถเสริมอำนาจให้คนทำข่าวได้ทำงานในประเด็นที่มักจะถูกมองข้ามได้หรือไม่?

ถึงแม้ว่างบสนับสนุนจากรัฐจะเป็นสิ่งที่ช่วยวงการสื่อได้ แต่ก็ยังมาพร้อมกับข้อน่ากังวลด้วย เนื่องจากงบสนับสนุนนี้อาจนำไปสู่การถูกควบคุมโดยรัฐ หากการทำข่าวในตัวมันเองเป็นปัญหา และหากมีความไว้วางใจไม่มากพอในสื่อสาธารณะ (อย่างที่เกิดขึ้นกับสำนักข่าว BBC) เราอาจจะต้องพิจารณาต้นแบบทางเลือกอื่นๆ ของการทำข่าว ตามประสบการณ์ของ N14 ที่บรูไนได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำข่าวท้องถิ่นนั้นยังเป็นไปได้ แม้สภาพแวดล้อมโดยรอบจะไม่ค่อยเป็นใจก็ตาม แต่อันดับแรกเลย สิ่งที่ต้องมีคือวัฒนธรรมของการยึดมั่นในจรรยาบรรณ (integrity) การตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking) และมีความเป็นอิสระในพื้นที่ชุมชนหลายภาษา (เช่น อังกฤษ มาเลเซีย จีน และทมิฬ) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญเมื่อเราพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ในสิงคโปร์ เยาวชนจะนิยมสื่อทางเลือกมากกว่า นักข่าวจำนวนมากได้ลาออกจากสื่อของรัฐ และประชาชนไม่ค่อยมีความเชื่อใจในสถาบันเหล่านี้ (FGD2) ประสบการณ์ของมาเลเซียอาจจะเป็นประโยชน์ในตรงนี้ หากสภาการสื่อมวลชนได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่เสียที หลังจากที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง (Yong, 2023) สภาการสื่อมวลชนเช่นนี้ ถ้าออกแบบมาอย่างดี จะนำไปสู่การสร้างกลไกกำกับดูแลกันเองที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

กรอบกฎหมายที่เหมาะสมนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่ง เช่น กฎหมายเสรีภาพข้อมูล ในสิงคโปร์ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายลักษณะนี้ (FGD2) ทำให้สุญญากาศทางกฎหมายดำรงอยู่คู่กับการผูกขาดการสอดส่องโดยรัฐ และกลไกการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนแอ (Choo, 2022) แต่การรวมตัวเคลื่อนไหวเพื่อกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีความเป็นไปได้  นักเคลื่อนไหวและผู้ปฏิบัติงานสื่ออาจจะสามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากขบวนการเคลื่อนไหว Pink Dot และขับเคลื่อนประเด็นในเหตุผลด้านเศรษฐกิจ20 ซึ่งจะช่วยป้องกันการแยกกันเคลื่อนไหวด้วยประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ด้วยการเพิ่มความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและปฏิบัติการแบบกลุ่ม (FGD2) ซึ่งทั้งหมดนี้ เรายังมิได้กล่าวถึงถึงสิทธิแรงงานเลย เราขอตั้งคำถามว่า ในเมื่อวิธีการจัดการกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมและครอบคลุม ไม่สามารถแก้ปัญหาในประเด็นที่เกี่ยวกับแรงงานได้ในปัจจุบัน (เช่น ประเด็นที่กระทบต่อผู้หญิงโดยเฉพาะ  ตามที่ N13 และ N14 ได้บอกไว้) แล้วเราจะสามารถเปลี่ยนการทำงานข่าวให้เป็นการทำงานที่ยึดโยงกับประสบการณ์ชีวิตจริง ได้หรือไม่?

ถึงแม้ว่าการเป็นนักข่าวที่ดีถูกตั้งกรอบความเข้าใจว่า เป็นการสร้างประโยชน์เพื่อสาธารณชน โดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางการเงินมาเกี่ยวข้อง (N13) แต่สำหรับบางคนแล้ว การแสดงบทบาทนักข่าวหญิงที่กล้าพูดกล้าคิด ก็อาจจะช่วยเสริมสร้างอำนาจในตนเอง (FGD1) เราไม่ควรลืมว่าเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกสามารถเป็นพลังให้การเปลี่ยนแปลงได้ ตามงานวิจัยล่าสุดขององค์กร Article 19 สิ่งที่เราต้องการ ณ ขณะนี้คือ “วิธีการทำความเข้าใจแบบเฟมินิสต์เพื่อหาว่าทัศนคติเหยียดผู้หญิงนั้นทำงานอย่างไร … และต้องไปให้ไกลกว่า ‘การรับรู้ประเด็นทางเพศ’ (gender awareness) เพื่อที่จะสร้างและดำเนินการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก” (2022, น. 21) ฉะนั้นแล้ว เราจะไปไกลกว่าแค่การรายงายข่าว และไปสู่การเสริมสร้างอำนาจในตนเองได้อย่างไร? เราสามารถสร้างโครงสร้างแบบไหนเพื่อให้ยังคงอ่อนไหวต่อมิติทางเพศ และยังมีความเป็นเฟมินิสต์ไปควบคู่กัน? เราจะพยายามตอบคำถามเหล่านี้ในการวิจัยต่อๆ ไปของเรา

บรรณานุกรม

บรรณานุกรม

Article 19. (2022). Equally Safe: Towards a feminist approach to the safety of journalists. https://www.article19.org/wp-content/uploads/2022/12/Equally-Safe-FemSoj_08.12.22.pdf]

Besbris, M., and Petre, C. (2020). Professionalizing Contingency: How Journalism Schools Adapt to Deprofessionalization. Social Forces, 98(4): 1524–47.

Bordieu, Pierre. (1986). Distinction. Routledge.

Choo, Julia. (2022, June 7). The Use and Abuse of Personal Data by the PAP Government. New Naratif. https://newnaratif.com/the-use-and-abuse-of-personal-data-by-the-pap-government/

Chow, Rey. (2002). The Protestant Ethnic and the Spirit of Capitalism. Columbia UP.

Cohen, Nicole S. (2019). Writers’ Rights: Freelance Journalism in a Digital Age. McGill-Queen’s UP. 

Ding, Iza, & Slater, Dan (2021). Democratic decoupling. Democratization, 28(1), pp. 63–80. 

Djerf-Pierre, Monika. (2020). Explaining gender equality in news content: Modernisation and a gendered media field. In M. Djerf-Pierre & M. Edström (Eds.), Comparing Gender and Media Equality Across the Globe (pp. 147–190). Nordicom.

Fong, Siao Yuong (2022). Performing Fear in Television Production: Practices of an Illiberal Democracy. Amsterdam UP. 

Fisk, S.R., and Ridgeway, C.L. (2018). Framing gender. In Handbook of the Sociology of Gender (pp. 157–171). Springer.

George, Cherian. (2017). Singapore, Incomplete: Reflections on a First World Nation’s Arrested Political Development. Woodsville News. www.incomplete.sg

Gomez, Terence. (2022). Business in Politics: Seeking Control of Malaysia’s Political System. C4 (The Ceter to Combat Corruption and Cronyism). https://c4center.org/wp-content/uploads/Business-in-Politics-by-Dr-Terence-Gomez-20221102-12-07pm.pdf.

Guerrini, Federico. (2013). Newsroom Curators & Independent Storytellers: Content Curation As a New Form of Journalism. Reuters Institute Fellowship Paper, pp. 1–62. 

Haraway, Donna J. (1991). Simians, Cyborgs, and Women: The Reinvention of Nature. Free Association Books. 

IFJ (International Federation of Journalists) and SEAJU (South East Asia Journalist Unions). (2019). Holding the Line: South East Asia Media Freedom Report 2019. https://www.ifj.org/media-centre/reports/detail/holding-the-line-south-east-asia-media-freedom-report-2019/category/publications.html

Lazar, Michelle. (2017). Homonationalist discourse as a politics of pragmatic resistance in Singapore’s Pink Dot movement: Towards a southern praxis. Journal of Sociolinguistics, 21. 

Lee, Fiona. (2021). Neutralizing English: Han Suyin and the Language Politics of Third World Literature. Journal of Postcolonial Writing, 57(2), pp. 226–40.

Lent, John A. (1984) Restructuring of mass media in Malaysia and Singapore—pounding in the coffin nails?, Bulletin of Concerned Asian Scholars, 16(4), pp. 26–35.

Lee, H. (2020, July 29). To play a meaningful role, the opposition and wider public need Freedom of Information. Academia.SG. https://www.academia.sg/academic-views/post-ge2020-there-is-no-greater-need-than-now-for-freedom-of-information/

Lim, Eng-Beng. (2013). Brown Boys and Rice Queens. New York UP.

Lopez, Greg. (2022, November 8). Explainer: Malaysia’s Electoral System. New Naratif. https://newnaratif.com/explainer-malaysias-electoral-system/. 

Hegelund, A. (2005). Objectivity and Subjectivity in the Ethnographic Method. Qualitative Health Research, 15(5), pp. 647-668. 

Heryanto, A., & Mandal, Sumit K. (Eds.). (2003). Challenging Authoritarianism in Southeast Asia: Comparing Indonesia and Malaysia (1st ed.). Routledge.

Ortmann, Stephan. The Growing Challenge of Pluralism and Political Activism: Shifts in the Hegemonic Discourse in Singapore. In Lily Zubaidah Rahim and Michael D. Barr (eds.), The Limits of Authoritarian Governance in Singapore’s Developmental State (pp. 173–94). Palgrave Macmillan.

Panneerselvan, A.S. (2017, April 10). The text, the texture and the grain. The Hindu. https://www.thehindu.com/opinion/Readers-Editor/the-text-the-texture-and-the-grain/article17898270.ece

Randhawa, Sonia. (2022). Writing Women: The Women’s Pages of the Malay-Language Press (1987–1998). Palgrave Macmillan.

Rahim, Lily Zubaidah, & Yeoh, Lam. (2019). Social Policy Reform and Rigidity in Singapore’s Authoritarian Developmental State. In Lily Zubaidah Rahim and Michael D. Barr (eds.), The Limits of Authoritarian Governance in Singapore’s Developmental State (pp. 95–130). Palgrave Macmillan.

Ray, Sandeep. (2021). Celluloid Colony: Locating History and Ethnography in Early Dutch Colonial Films of Indonesia. NUS Press.

Rothberg, Michael. (2009). Multidirectional Memory: Remembering the Holocaust in the Age of Decolonization. Stanford UP.

Saraswati, L. A. (2021). Pain Generation: Social Media, Feminist Activism, and the Neoliberal Selfie. NYU Press.

Scott, James C. (1985). Weapons of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance. Yale UP.

Shor, E., van de Rijt, A., Miltsov, A., Kulkarni, V., & Skiena, S. (2015). A Paper Ceiling: Explaining the Persistent Underrepresentation of Women in Printed News. American Sociological Review, 80(5), 960-984. https://doi.org/10.1177/0003122415596999

Sinaga, Lidya Christin. (2022) The problem of statelessness of the ethnic Chinese in Brunei Darussalam. In Al Khanif and Khoo Ying Hooi (Eds.), Marginalisation and Human Rights in Southeast Asia. Routledge.

Tan, Zi Hao. (2021). “Unfulfilled Monolingualism, Deferred Multilingualism.” Further Reading, 3, pp. 42–50.

Tapsell, Ross. (2013): The Media Freedom Movement in Malaysia and the Electoral Authoritarian Regime. Journal of Contemporary Asia, doi: 10.1080/00472336.2013.765138.

The Online Citizen. (2022, September 28). “Something to note …” [14th Parliament sessions playlist]. Facebook. https://www.facebook.com/14440041382/videos/886160719023290/?__so__=watchlist&__rv__=video_home_www_playlist_video_list.

Van Dijk, Teun A. (1988). News As Discourse (1st ed.). Routledge.

Vergès, Francoise. (2021). A Decolonial Feminism. Pluto Press

Watson, Jini Kim. (2021). Cold War Reckonings. Duke UP.

Williams, James. (2018). Stand out of our Light. Cambridge UP. 

Wong, Kean. (2013). Malaysia: In the grip of the government. In L. Williams & R. Rich (Eds.), Losing Control: Freedom of the Press in Asia (pp. 115–137). ANU Press.

Yong, Soo Heong. (2023, March 21). Media council will promote fair reporting, accountability to public. New Straits Times. https://www.nst.com.my/opinion/columnists/2023/03/891134/media-council-will-promote-fair-reporting-accountability-public.Yue, Audrey, Elmie Nekmat & Annisa Beta. (2019). Digital Literacy Through Digital Citizenship: Online Civic Participation and Public Opinion Evaluation of Youth Minorities in Southeast Asia. Media and Communication, 7, p. 100–14.

สนใจเข้าร่วมโครงการนี้?

สนใจเข้าร่วมโครงการนี้?

ถ้าคุณอ่านรายงานนี้แล้วอยากแบ่งปันความเห็นของคุณ เพื่อการจัดทำรายงานภายในองค์กรของเรา กรุณาเขียนหาเราที่ [email protected]

ภาคผนวก

ผู้เข้าร่วม / บทสนทนากลุ่มสถานที่วันที่สัมภาษณ์
N4มาเลเซีย8 กุมภาพันธ์ 2022
N5มาเลเซีย7 กันยายน 2022
N6มาเลเซีย9 กันยายน 2022
N7มาเลเซีย12 กันยายน 2022
N8สิงคโปร์13 กันยายน 2022
N9มาเลเซีย14 กันยายน 2022
N10มาเลเซีย17 กันยายน 2022
N11มาเลเซีย17 กันยายน 2022
N12มาเลเซีย23 กันยายน 2022
N13สิงคโปร์27 กันยายน 2022
N14บรูไน5 ตุลาคม 2022
FGD1กัวลาลัมเปอร์8 เมษายน 2023
FGD2ออนไลน์12 เมษายน 2021

ตารางที่ 1: ผู้เข้าร่วมการวิจัย ชุดที่ 4, ชิ้นที่ 2

ในฐานะที่เป็นงานศึกษา “ชิ้นเล็ก”  งานวิจัยของเราผ่านการเลือกสรรด้วยความจำเป็น ถึงแม้ว่าจะทำให้ข้อจำกัดที่มีสมดุลขึ้นมา ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างของเรา (ระยะเวลา 1 – 1.5 ชั่วโมงโดยประมาณ) ได้สัมภาษณ์ไปด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเท่าที่ทำได้ ด้วยเหตุผลของการรักษาความลับ วิธีการวิเคราะห์เชิงชาติพันธุ์วรรณา (ethnographic) อันจำกัดของเราไม่ได้เก็บข้อมูลประชากร (เช่น อายุ ชาติพันธุ์ บทบาทในที่ทำงาน ภาระการดูแลคู่หรือครอบครัว ระยะเวลาที่ทำงานสื่อ รายชื่อคำถามที่ถามไป) เนื่องจากผู้เข้าร่วมครั้งก่อนๆ ของเราเคยมีอาการไม่สบายใจที่จะลงชื่อในเอกสารแสดงความยินยอม เราจึงมองว่าการเก็บข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากกว่านี้จึงเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้น สำหรับนักเคลื่อนไหว นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานสื่อที่ต้องการเชื่อมโยงบริบทและงานเข้าด้วยกัน

บันทึกท้ายเล่ม

Credits

สื่อในมิติทางเพศ: ข้อค้นพบจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน
งานชุดเบื้องลึกเสรีภาพสื่อชุดที่ 4 ชิ้นที่ 2

ปีที่พิมพ์ 2023ผู้เขียน ไว เลียง ธาม (Wai Liang Tham)

บรรณาธิการ

ฝ่ายบรรณาธิการ (The Editorial Department)

ผู้กำกับศิลป์
เอลเลนา เอคาราเฮนดี (Ellena Ekarahendy)

กราฟิกดีไซเนอร์
มุฟฆี ฮุโตโม (Mufqi Hutomo) 

นักวาดภาพประกอบ คาเมรอน จูเอ็ท ลี (Cameron Juet Li)

ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) หมายเลขทุน 2020-08984

ตีพิมพ์โดย นิว นาราทีฟ (New Naratif)

นิว นาราทีฟ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เสรีภาพทางข้อมูล และเสรีภาพการแสดงออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราต้องการสร้างความภาคภูมิใจในภูมิภาคแก่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกคน ให้ภูมิใจในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกัน เราต่อสู้เพื่อเกียรติยศและอิสรภาพของประชาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการสร้างชุมชนร่วมของประชาชนทั่วภูมิภาค เพื่อจินตนาการและก่อร่างสร้างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดียิ่งขึ้น

งานชุดเบื้องลึกเสรีภาพสื่อ (Media Freedom Insights Series) เป็นการรวบรวมรายงานของนิว นาราทีฟ เพื่ออุทิศให้กับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานชุดนี้ใช้วิธีการมองว่า แรงงานสื่อเป็นศูนย์กลางของวงการสื่อในภูมิภาค รายงานต่างๆ ภายในงานชุดนี้ครอบคลุมหลากหลายประเด็น ตั้งแต่ความท้าทายที่แรงงานสื่อต้องเผชิญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงความต้องการให้พื้นที่สื่อมีอิสระเสรียิ่งขึ้น และค้นหาหนทางใหม่เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวร่วมกัน

รายงานวิจัยนี้อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ CC BY-NC-SA 4.0 โดยไม่นับภาพประกอบในเล่ม  หากต้องการดูสิทธิบัตร กรุณาเข้าเว็บไซต์ creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0

ภาพประกอบทุกภาพเป็นทรัพย์สินของนักวาดภาพประกอบเท่านั้น

กรุณาอ้างอิงรายงานนี้โดยใช้
Tham, Wai Liang. 2023. Engendering Media: Findings from Malaysia, Singapore, and Brunei. Media Freedom Insights. Series 4, Publication 2. New Naratif.

Footnotes
  1. N3 ก็สังเกตเห็นสิ่งเดียวกันในช่องโทรทัศน์ของสิงคโปร์ “บางครั้งบรรณาธิการอาวุโสก็พยายามปกป้องคุณ และพวกเขาก็เป็นผู้รับแรง [วิจารณ์] เสียเอง” (N13) ↩︎
  2. คำถามที่น่าจะให้ความกระจ่างมากขึ้น คือ ผู้ปฏิบัติงานสื่อเพศหญิงในตำแหน่งอาวุโสถูกมองและถูกตัดสินในแบบเดียวกันกับเพศชายหรือไม่ เราสามารถพิจารณาจุดนี้โดยละเอียดขึ้นได้ในภายภาคหน้า ↩︎
  3. ในประเด็นนี้ต้องมีการวิจัยมากขึ้น เช่น ไม่มีข้อมูลมากพอเพื่อให้ตัดสินใจได้ว่าสำนักข่าวนี้เป็นสำนักข่าวที่มีวัฒนธรรมรักต่างเพศหรือรักเพศเดียวกันเป็นบรรทัดฐาน ↩︎
  4. บทสัมภาษณ์ของ Sonia Randhawa (2022) กับนักข่าวหญิงชาวมาเลเซีย ได้ให้ข้อสังเกตที่สำคัญหลายข้อ ซึ่งชี้ว่า “[ยิ่]งผู้หญิงเก่งเรื่องการทำตัวตามบรรทัดฐานความเป็นหญิงเท่าไร ก็จะไม่ได้รับการมองเห็นมองเห็นในฐานะนักข่าวเท่านั้น” เมื่อมองว่าคุณค่าแบบไหนที่ถูกให้ค่าไว้สูง ผู้เข้าร่วมโครงการของเธอคนหนึ่งเห็นว่า “การเป็นนักข่าว คนบอกกันว่าต้องเข้าสังคมเก่ง พูดเก่ง ฉันน่ะตรงกันข้ามเลย ฉันอินโทรเวิร์ทมาก ฉันไม่เข้าสังคมเลย” (น. 39) ↩︎
  5. ดู Hegelund (2005) สำหรับการอภิปรายเรื่องวัตถุวิสัยและอัตวิสัย ↩︎
  6. การที่ไม่สามารถเป็นกลางได้ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ในความเป็นจริงโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ N13 เลือกเรื่องที่แสดงให้เห็นประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี ระหว่างการปฏิรูปอินโดนีเซีย (Indonesian Reformasi) แถลงการณ์เกี่ยวกับซูฮาร์โต (Suharto) จากนักข่าว บริษัทโทรทัศน์แห่งสิงคโปร์ (Television Corporation of Singapore – TCS) ในสมัยนั้นถูกวงการต่างประเทศมองว่าเป็นการบ่งชี้จุดยืนของรัฐบาล หลังจากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขนาดใหญ่ TCS ก็ตกไปอยู่ใต้ MediaCorp ในปัจจุบัน ดูทรัพยากรของคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ได้ที่นี่ https://eresources.nlb.gov.sg/infopedia/articles/SIP_1064_2006-04-03.html. ↩︎
  7. นักวิชาการบางคนทำให้ภาวะวัตถุวิสัยในสารคดีนั้นเป็นปัญหา และยืนยันว่ามันมีรากทางประวัติศาสตร์เดียวกันกับการโฆษณาชวนเชื่อ (Ray, 2021) แต่ยังอาจใช้เพื่อการต่อต้านได้ในหลายรูปแบบ ↩︎
  8. การเคลื่อนไหวเช่นนี้อาจดูเหมือนว่ารับหลักการ “ชาตินิยมแบบมีคนรักเพศเดียวกันเป็นบรรทัดฐาน” ที่เป็นปัญหา แต่ก็อาจจะเป็นไปเพื่อการล้มล้างและต่อต้านแทน (FGD2) ดูการอภิปรายในประเด็นนี้โดย Lazar (2017) ได้ที่ลิงค์นี้ ↩︎
  9. ถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกัน แนวคิดนี้ก็แตกต่างจากบริบทมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในอำนาจที่มากขึ้นของสุลต่านบรูไน (FGD1) ↩︎
  10. งบสนับสนุนจำนวนไม่น้อยได้ถูกแบ่งไปให้กองทุนสื่อ SPH ตามที่ได้มีการอภิปรายกันไปในสภาเมื่อไม่นานมานี้ (The Online Citizen, 2022) ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญที่มีกับสื่อของรัฐถึงแม้ว่าจะมีรายได้ลดลงก็ตาม ด้าน The Online Citizen นั้นถูกบังคับให้ย้ายการทำงานไปที่ไต้หวันและเริ่มทำงานอีกครั้งในปี 2022 ↩︎
  11.  การอภิปรายประเด็นนี้นั้นเป็นอันตรายที่อื่นในภูมิภาคมากกว่า เช่น ที่อินโดนีเซีย การทำข่าวสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปลอดภัยในมาเลเซียและบรูไนหากเทียบกันแล้ว (N4, N14, FGD2) อย่างไรก็ตาม การรายงานเรื่องพวกนี้มักนำไปสู่ “การฟอกเขียว” ในบริบทของมาเลเซีย ที่ที่ประเด็นทางการเมืองอย่างการบังคับให้โอรังอัซลีย้ายถิ่นนั้นเป็นประเด็นที่อ่อนไหวกว่า ↩︎
  12. ถึงแม้ว่าสื่อ Straits Times ของสิงคโปร์ จะผลิตงานวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง เช่น โครงการที่อาศัยข้อมูลดิบและปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านข่าวเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตเลือกตั้ง แต่เรายังสามารถตั้งคำถามได้ว่า ผลงานเหล่านี้ทำไปเพื่อรักษาระบอบอำนาจนำหรือไม่? ↩︎
  13. ความสนใจในเนื้อหาภาษาอังกฤษยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม ↩︎
  14. บางข้อมูลอาจถูกซ่อนไว้อย่างถูกกฎหมายได้อยู่ดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกลาง (FGD1) รายงานบางชิ้นจะปรากฏในพื้นที่ออนไลน์แค่ชั่วราวเท่านั้นและไม่สามารถดาวน์โหลดได้ การได้ข้อมูลมาจึงถือเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับนักข่าวอิสระ (FGD2) ↩︎
  15. งานศึกษาในอนาคต อาจศึกษาว่าสิ่งนี้อยู่ภายในโครงสร้างอำนาจนำของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกของมหาเธร์ (Mahathir) อย่างไร — Zainah Anwar นักข่าวหญิงที่มีอิทธิพลและคอยวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นผู้นำหลักของกลุ่ม SIS ร่วมกับ Marina Mahathir – ผู้บริหารของเธอที่ New Straits Times ซึ่ง UMNO เป็นเจ้าของบางส่วน เมื่อมองว่าพ่อของ Zainah เป็นผู้ก่อตั้ง UMNO คนสำคัญ การเมือง อำนาจนำ และสื่อนั้นมีความสัมพันธ์ที่สำคัญต่อกันที่จำเป็นต้องศึกษาจ่อไป ดู Zainah Anwar Fonds ที่ Malaysia Design Archive ที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อดูการสะสมงานข่าวและงานวิชาการของ Zainah ในรูปแบบดิจิตัล ↩︎
  16. N12 เห็นว่าแนวโน้มที่นักวิชาการบางคนจะแบ่งประเภทการต่อต้านตามลำดับชั้นนั้นเป็นปัญหา “[ต]ามสัดส่วนแล้ว ฉันคิดว่ามันค่อนข้างอันตราย ถ้าฉันจะพูดบางอย่างและปล่อยมุขตลกระหว่างออกอากาศ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง … ใครจะเป็นคนบอกล่ะว่านั่นไม่ได้เป็นการต่อต้าน ในแบบที่สำคัญมากกว่านั้น …?” ↩︎
  17. แทนที่จะออกมาปฏิเสธหรือออกแถลงการณ์ตอบโต้สื่อที่ “เสนอข่าวอย่างผิดๆ” ภาคเอกชนบางส่วนเลือกที่จะใช้การดำเนินคดีทางกฎหมายโดนทันที (FGD2) การวิจัยเรื่องนี้ต่อไปอาจศึกษาประเด็นการเชื่อมโยงของการเมืองและทุน (Gomez, 2022) ↩︎
  18. องค์กรเหล่านั้นไม่ได้จำกัดขอบเขตการทำหน้าที่แค่ในเขตแดนของชาติเท่านั้น เช่น CIJ มีส่วนร่วมกับโครงการจับตาเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Press Freedom Monitoring in Southeast Asia) ซึ่งมาแทนองค์กร SEAPA ที่ปัจจุบันไม่ได้เคลื่อนไหวแล้ว ↩︎
  19. ที่สิงคโปร์ สหภาพเป็นประเด็นที่แทบไม่มีใครพูดถึง แม้ว่าจะมีสหภาพสื่อสร้างสรรค์และสิ่งพิมพ์ (Creative Media and Publishing Union) ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาการค้าแห่งชาติ (National Trades Union Congress – NTUC) แต่ NTUC นั้นไม่ได้เป็นอิสระโดยแท้จริง ขณะที่องค์กรทางเลือกอื่นๆ เช่น ชมรมสื่อสิงคโปร์ (Singapore Press Club) ดูเหมือนว่าจะตั้งมาเพื่อการเข้าสังคมและสร้างเครือข่ายเสียมากกว่า ↩︎
  20. “[ถึ]งที่สุดแล้ว ถ้าบรรดารัฐมนตรีต้องการเงิน พวกเขาก็ต้องพร้อมที่จะให้สาธารณะตรวจสอบ และให้ข้อมูลที่จำเป็น เพื่อให้ได้ความไว้วางใจว่าเงินเหล่านั้นถูกใช้อย่างคุ้มค่า” (H. Lee, 2020) ตรงจุดนี้ มันสำคัญเช่นกันที่จะเห็นความสำคัญของการรักเพศเดียวกัน (homosexuality) (และความเป็นเควียร์ในทั่วไป) เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ในช่วงต้นยุค 2000 “ทุนเควียร์” (queer capital) ได้กลายเป็นเป้าหมายในวงกว้างของสิงคโปร์ที่จะ “วางตัวเองในฐานะ ‘เมืองศิลปะโลก’ ในขณะที่ปรับปรุงฐานทุนของตัวเอง” (Lim 2013, น. 126) ซึ่งยังถกเถียงกันได้ว่า ขอบเขตของสิ่งที่ไม่สามารถพูดถึงได้นั้นหดและขยายตัวอยู่เรื่อย แต่ก็ดูเหมือนจะยังพบได้ในประเด็นอย่างเช่น ความยากจน โทษประหาร การกักขังโดยไม่มีการไต่สวน และสหภาพแรงงาน (FGD2) ↩︎

To stay updated on the latest New Naratif stories and events, sign up for our weekly newsletter:

Be part of the regional solidarity.

We are strongest when we work together. Collective action and care must be at the heart of our community. Thus, power and resources should be distributed rather than centralised, and exercised collectively rather than directed from the top down.

Bookmark (0)
ClosePlease login

Related Articles

มิติทางเพศในเสรีภาพสื่อ : กรอบคิดใหม่ในการทำข่าวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้